<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	>

<channel>
	<title>rdfamily.com</title>
	<atom:link href="http://www.rdfamily.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.rdfamily.com</link>
	<description>rural doctor</description>
	<pubDate>Wed, 02 Jun 2010 11:23:51 +0000</pubDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.6.3</generator>
	<language>en</language>
			<item>
		<title>สัมภาษณ์ พระไพศาล วิสาโล โดย วิจักขณ์ พานิช</title>
		<link>http://www.rdfamily.com/2010/06/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%93%e0%b9%8c-%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%a5-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%a5/</link>
		<comments>http://www.rdfamily.com/2010/06/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%93%e0%b9%8c-%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%a5-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%a5/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 02 Jun 2010 11:23:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>

		<category><![CDATA[พระไพศาล วิศาโล]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rdfamily.com/?p=29</guid>
		<description><![CDATA[ประโยคเด่นที่ทำให้เรานำเรื่องนี้ ที่ตีพิมพ์ลงในมติชนรายวันมาให้คือ 
อย่างที่พูดไปเมื่อตะ กี๊ว่า ความโลภ ความโกรธ ความหลง มันไม่ได้อยู่ในใจคนอย่างเดียว แต่มันได้ก่อรูปขึ้นเป็นโครงสร้างสังคมหรือระบบเศรษฐกิจการเมืองขึ้นมา  โครงสร้างสังคมมันทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์เป็นความสัมพันธ์ที่เอารัด เอาเปรียบกัน ไม่มีน้ำใจต่อกัน โครงสร้างนี้กระตุ้นให้ความโกรธ ความโลภ ความหลง เกิดขึ้นในใจคนได้ง่ายมาก   ขอยกตัวอย่างที่เห็นชัด เช่น เวลาเราขับรถในกรุงเทพฯ คนอารมณ์ดีแค่ไหนถ้าขับรถในกรุงเทพฯ ก็ต้องเครียด เพราะ ระบบการจราจรในกรุงเทพฯ ซึ่งรวมถึงกฎระเบียบ ตำรวจ ถนน ฯลฯ มันทำให้คนเห็นแก่ตัว ทำให้คนไม่มีน้ำใจ คุณจะเป็นคนดีมาแค่ไหน พอคุณมาขับรถในกรุงเทพฯ ซักพัก คุณก็อารมณ์เสียหงุดหงิด  คุณก็ไม่มีน้ำใจแล้ว นี่เห็นมั้ย มันเป็นระบบน่ะ มันเป็นระบบที่หล่อหลอม กระตุ้นความเห็นแก่ตัว กระตุ้นเอาความรู้สึกฝ่ายลบออกมา ถ้าเรามองให้เห็นตรงนี้ มองให้กว้าง มองให้ทะลุ เราก็จะเห็นความสำคัญของการสร้างระบบหรือโครงสร้างใหม่ที่สามารถดึงเอาพลัง ฝ่ายบวกของคนออกมา ทำให้เกิดเมตตากรุณาก็ได้ ทำให้เกิดสติก็ได้
ดังนั้นหากจะคุยเรื่องศีลธรรม  เราต้องมองด้วยว่า สังคมเลวไม่ใช่เพราะคนไม่ดีอย่างเดียว  การที่คนไม่ดีก็เพราะสังคมไม่ดีด้วย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ประโยคเด่นที่ทำให้เรานำเรื่องนี้ ที่ตีพิมพ์ลงในมติชนรายวันมาให้คือ </p>
<blockquote><p>อย่างที่พูดไปเมื่อตะ กี๊ว่า ความโลภ ความโกรธ ความหลง มันไม่ได้อยู่ในใจคนอย่างเดียว แต่มันได้ก่อรูปขึ้นเป็นโครงสร้างสังคมหรือระบบเศรษฐกิจการเมืองขึ้นมา  โครงสร้างสังคมมันทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์เป็นความสัมพันธ์ที่เอารัด เอาเปรียบกัน ไม่มีน้ำใจต่อกัน โครงสร้างนี้กระตุ้นให้ความโกรธ ความโลภ ความหลง เกิดขึ้นในใจคนได้ง่ายมาก   ขอยกตัวอย่างที่เห็นชัด เช่น เวลาเราขับรถในกรุงเทพฯ คนอารมณ์ดีแค่ไหนถ้าขับรถในกรุงเทพฯ ก็ต้องเครียด เพราะ ระบบการจราจรในกรุงเทพฯ ซึ่งรวมถึงกฎระเบียบ ตำรวจ ถนน ฯลฯ มันทำให้คนเห็นแก่ตัว ทำให้คนไม่มีน้ำใจ คุณจะเป็นคนดีมาแค่ไหน พอคุณมาขับรถในกรุงเทพฯ ซักพัก คุณก็อารมณ์เสียหงุดหงิด  คุณก็ไม่มีน้ำใจแล้ว นี่เห็นมั้ย มันเป็นระบบน่ะ มันเป็นระบบที่หล่อหลอม กระตุ้นความเห็นแก่ตัว กระตุ้นเอาความรู้สึกฝ่ายลบออกมา ถ้าเรามองให้เห็นตรงนี้ มองให้กว้าง มองให้ทะลุ เราก็จะเห็นความสำคัญของการสร้างระบบหรือโครงสร้างใหม่ที่สามารถดึงเอาพลัง ฝ่ายบวกของคนออกมา ทำให้เกิดเมตตากรุณาก็ได้ ทำให้เกิดสติก็ได้</p>
<p>ดังนั้นหากจะคุยเรื่องศีลธรรม  เราต้องมองด้วยว่า สังคมเลวไม่ใช่เพราะคนไม่ดีอย่างเดียว  การที่คนไม่ดีก็เพราะสังคมไม่ดีด้วย เพราะฉะนั้นถ้าต้องการฟื้นฟูศีลธรรมของผู้คนในสังคม ก็ต้องฟื้นฟูสังคมให้มีศีลธรรมด้วย ต้องมีระบบที่เกื้อกูลต่อศีลธรรม พูดง่ายๆ  สังคมไทยตอนนี้เป็นปฏิปักษ์ต่อความดี  แต่คนที่เคร่งศีลธรรมมองไม่เห็น  เอาแต่มองศีลธรรมแค่ระดับบุคคล ไม่ได้มองว่าสังคมตอนนี้มันเป็นปฏิปักษ์ต่อความดี </p></blockquote>
<p><span id="more-29"></span></p>
<p>ธรรมะเป็นสากล เพราะธรรมะคือธรรมชาติ คือความเป็นจริง ทั้งในจิตในใจ และในความเป็นไปภายนอกอันปราศจากการปรุงแต่ง  ธรรมะจึงไม่ได้แบ่งแยกด้วยสีเสื้อ แต่ธรรมะคือเรื่องของใจ ที่พร้อมเปิดกว้างยอมรับสรรพสิ่งตามที่เป็นจริง นั่นคือภาษาของธรรมะ ภาษาของความรักที่ไม่มีเงื่อนไข</p>
<p>ทว่าการสื่อสารธรรมะ หรือการแสดงออกซึ่งความรัก &#8220;ของคน&#8221; จำเป็นจะต้องมีบริบท นั่นคือการแสดงความรักไม่สามารถแสดงออกอย่างลอยนวลได้ ดังว่า &#8220;รักเธอประเทศไทย&#8221; &#8220;รักคนไทยทุกคน&#8221; &#8220;รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์&#8221; &#8220;ฉันรักสรรพสิ่ง&#8221; ที่ทุกครั้งที่เราได้ยินได้ฟังการแสดงออกความรักอย่างลอยนวลแบบนั้น ก็มักจะตามมาด้วยคำถามเควชชั่นมาร์คอันใหญ่ๆ ว่า &#8220;รักใครนะ?&#8221;  หากจะพูดกันอย่างไม่เกรงใจ ผมว่าความรักในแบบนั้นออกจะเป็นไปในลักษณะของการประกาศอัตลักษณ์ของผู้พูด เสียมากกว่า หาได้เป็นการแสดงออกซึ่งความรักความเมตตาใดๆต่อใครที่ไหนไม่ </p>
<p>เช่นเดียวกับเรื่องของธรรมะ ที่การสื่อสารธรรมะจำเป็นจะต้องเกิดขึ้นด้วยความเข้าถึงบริบท ไม่ใช่เอาแต่พร่ำบ่น สอนสั่งธรรมะกันอย่างเลื่อนลอย โดยไม่ใส่ใจบริบทความทุกข์ความเจ็บปวดของผู้รับสาร ซึ่งธรรมะแบบเหมารวมเช่นนั้นนอกจากจะไม่ได้ช่วยเยียวยาจิตใจของผู้ทนทุกข์ แล้ว บ่อยครั้งที่กลับไปซ้ำเติมและเหยียบย่ำศักดิ์ศรีความเป็นคนที่เหลืออยู่ เพียงน้อยนิดให้จมดินหายไปไม่มีเหลือ</p>
<p>บทสัมภาษณ์ &#8220;ธรรมะหมวกแดง&#8221; ชิ้นนี้ ผู้สัมภาษณ์ได้กราบนมัสการพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล สนทนาพูดคุยอย่างเป็นกันเองในประเด็นเรื่องธรรมะ ศาสนา ศีลธรรม สังคม และการเมือง ด้วยเจตนาอย่างเปิดเผยของผู้สัมภาษณ์ที่จะขอสวมหมวกแดงระหว่างการพูดคุย ครั้งนี้ เพื่อที่จะเป็นประจักษ์พยานว่า ธรรมะยังเป็นสากล ที่คนทุกคนสามารถสัมผัสความรักความเมตตาจากผู้ประพฤติธรรมได้อย่างไม่มีข้อ แม้เงื่อนไข และสามารถน้อมนำไปปฏิบัติจริงได้ในทุกบริบท ทุกกิจกรรม ไม่ว่าเขาผู้นั้นจะสวมเสื้อสีใด หรือมีอุดมการณ์ทางการเมืองแบบใดก็ตาม</p>
<p>วิจักขณ์: ผมได้ฟังบท สัมภาษณ์ของหลวงพี่ รวมถึงพระหลายรูปหรือนักศีลธรรมทั้งหลาย ที่ได้ออกมาเตือนสติประชาชนไม่ให้โกรธเกลียด และลดอคติที่มีต่อกัน รวมถึงการเรียกร้องให้สังคมยุติการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา แต่ โดยส่วนตัวก็ยังอยากได้ยินใครสักคนที่กล้าที่จะให้ความเข้าใจหรือแสดงความ เห็นใจต่อผู้ชุมนุมที่กลับบ้านไป ผู้บาดเจ็บล้มตาย หรือญาติมิตรของผู้สูญเสีย ไม่อยากให้เรื่องราวที่เกิดขึ้นกลายเป็น &#8220;เรื่องอัปมงคล&#8221; ที่ไม่มีใครอยากพูดถึงกันอีกในรายละเอียด จากนั้นก็กลบเกลื่อนด้วยแคมเปญ &#8220;คนไทยรักกันเหมือนเดิม&#8221; ซึ่งตัวผมเองคิดว่ามันจะยิ่งทำให้ความแตกร้าวนี้ฝังรากลึกลงไปในหัวใจคนไทย ยิ่งกว่าเดิม</p>
<p>หากมีผู้ชุมนุมเสื้อแดงที่ต่อสู้ทาง การเมืองเพื่ออยากเห็นความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในสังคม ที่ตอนนี้รู้สึกเจ็บปวดกับท่าทีของรัฐบาล และกับเหตุการณ์การสลายการชุมนุมที่เกิดขึ้น และยังทำใจไม่ได้ ยังโกรธ ยังฝังใจ ยังรู้สึกว่าตนเป็นผู้ถูกกระทำ หากมีคนเหล่านั้นเข้ามากราบหลวงพี่ หลวงพี่จะพูดกับเขาว่าอย่างไรครับ</p>
<p>พระไพศาล:  ต้องให้ความหวัง แก่เขา อย่างน้อยก็อยากให้เขายอมรับว่า นั่นเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม คือ เราต้องผ่านความไม่สมหวัง ผ่านความล้มเหลวอยู่ครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม</p>
<p>วิจักขณ์:  คือให้ยอมรับ ความล้มเหลวเหรอครับ?</p>
<p>พระไพศาล:  ความล้มเหลวเป็น ส่วนหนึ่งของชีวิตและการทำงาน  เราไม่สามารถปฏิเสธความจริงข้อนี้ได้ อย่าง ไรก็ดีการทำงานเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมมีหลักอยู่ข้อหนึ่งคือ มันเป็นเรื่องของการสะสมชัยชนะและสรุปบทเรียนไม่หยุดหย่อน  ถ้าเราเจ็บปวด แต่ไม่สามารถเก็บเกี่ยวบทเรียนที่เกิดขึ้น เราก็ไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย  อย่างเหตุการณ์ครั้งนี้ โอกาสที่จะไม่สูญเสียมันก็มีอยู่ แต่ทุกฝ่ายก็ปล่อยให้โอกาสนั้นผ่านเลยไป  จึงเป็นบทเรียนให้แก่เราว่าความผิดพลาดอยู่ที่ตรงไหน เหมือนกับคนที่ผ่านเหตุการณ์ ๖ ตุลามา ก็ต้องสรุปบทเรียนว่ามีความผิดพลาดตรงไหน ความสูญเสียเกิดจากอะไร ซึ่งหลายคนก็สรุปได้ อย่างสมศักดิ์ (เจียมธีรสกุล) เขาเตือนแล้วเตือนอีกว่ามันไม่คุ้มนะถ้าจะชุมนุมต่อในสถานการณ์ที่ล่อแหลม  แกนนำนปช.ควรจะหาทางลง รักษามวลชนไว้ก่อน คือ กระบวนการเรียนรู้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต้องมี ไม่เช่นนั้นหากเราจมอยู่แต่ในความเจ็บปวด เราก็มีแนวโน้มที่จะเพ่ง โทษคนอื่น กล่าวหาคนอื่น จริงอยู่คนอื่นมีส่วนทำให้เราเจ็บปวด แต่ความผิดพลาดส่วนหนึ่งอาจเกิดจากเราด้วย  ถ้าเราไม่เรียนรู้อะไรเลย ก็จะเสียโอกาสไป</p>
<p>วิจักขณ์: ก็คือ ใช้โอกาสนี้ในการทบทวน สรุปบทเรียน เพื่อปรับอะไรหลายๆ อย่าง และพัฒนาศักยภาพของตัวเองขึ้นไปด้วย</p>
<p>พระไพศาล: ใช่  อาตมา ก็พยายามบอกหลายๆ คนนะ ว่าถ้ามองในแง่ประวัติศาสตร์ มันไม่มีเหตุผลอะไรที่เราจะต้องท้อแท้ เพราะประวัติศาสตร์ได้ชี้ให้เห็นว่า ไม่มีสังคมไหนที่ตกต่ำดำมืดไปตลอด จะเลวร้ายอย่างไรในที่สุดก็จะฟื้นขึ้นมาใหม่  สังคมที่เจริญก้าวหน้าและมีเสถียรภาพอย่างยุโรปก็ผ่านการนองเลือดมาไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน  ที่จริงเราน่าจะเรียนรู้จากเขาโดยไม่ต้องเกิดความสูญเสียก็ได้ แต่ ว่าคนเราก็มักไม่เปิดใจเรียนรู้จากผู้อื่น  ก็เลยต้องเรียนรู้จากความเจ็บปวดของตัวเอง</p>
<p>วิจักขณ์:  ในมุมมองของคน ที่ต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง เมื่อสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามันเป็นโครงสร้างที่ใหญ่ และยึดโยงกันแน่นมาก แม้ภายนอกอาจจะดูดี มีหลักการ หรือมีศีลธรรมอะไรก็ตาม แต่มันได้กลายเป็นโครงสร้างทางสังคมที่แข็งตัวมาก เต็มไปด้วยอำนาจ ความเหลื่อมล้ำ และความรุนแรง ไม่รับฟังอะไรเลย ไม่ยอมรับความแตกต่างอะไรเลย ไม่เปิดกว้างต่อการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย เมื่อ โครงสร้างทางสังคมมันปิดขนาดนี้ ไม่รู้สึกรู้สากันได้ขนาดนี้ ในมุมมองของคนที่ต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง มันจะหลีกเลี่ยงความรุนแรงได้จริงหรือครับ</p>
<p>พระไพศาล: สังคมไทย ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็น monolithic ขนาดนั้นนะ มันไม่ใช่ว่าจะเป็นเนื้อเดียวกันหมด หรือดื้อรั้นไปเสียทั้งหมด  ไม่ใช่&#8230; สังคมไทยมีความหลากหลายอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน บางจุดมันก็แข็ง บางจุดมันก็อ่อน ซึ่งเราก็ต้องเข้าใจจุดที่มันอ่อนด้วย อันนี้เป็นเรื่องของยุทธศาสตร์ยุทธวิธี  คือเวลานี้เราไปมองอะไรเป็นดุ้น เป็นก้อนไปหมด พวกเสื้อเหลืองก็มองพวกเสื้อแดงเป็นก้อนหรือเป็นเนื้อเดียวกัน พวกเสื้อแดงก็มองเสื้อเหลืองเป็นก้อนหรือเป็นเนื้อเดียวกัน แต่แท้จริงแล้วมันมีความหลากหลายอยู่ในนั้นมาก พวกล้มเจ้าหรือพวกสุดโต่งมีแค่นิดเดียว แต่ถ้าเรามองแบบเหมารวม เราจะไม่สามารถมองเห็นความจริงที่หลากหลายได้  ถ้าเราเข้าใจตรงนี้ แล้วสามารถมองเห็นได้ว่าสังคมไทยไม่ได้เป็นก้อนเดียวกัน เราก็จะเห็นว่ามันมีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนที่เราสามารถเข้าไปได้ เราจะมองเห็นธรรมชาติของโครงสร้างสังคมทั้งหมดแบบมีชีวิตมีพลวัต ไม่ได้มองเป็นก้อนที่แข็งทื่อตายตัว   แล้วในที่สุดเราก็จะพบจุดคานดีด คานงัด แต่ตอนนี้เราก็ยังคลำหากันไม่เจอ หรือถ้าหาเจอ เราก็ยังไม่สามารถสร้างความเห็นพ้องต้องกันได้มากพอเพื่อร่วมกันผลักดันให้ เกิดความเปลี่ยนแปลงได้</p>
<p>วิจักขณ์:  ตอนนี้ทุกคนใน สังคมมีความทุกข์มาก หลายคนหันมาหาธรรมะ แต่ธรรมะที่พูดๆ กันตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ศีลธรรม ความรัก ความไม่เห็นแก่ตัว ความสงบ ความไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง มันได้กลายเป็นวาทกรรมที่เอาไว้ปราบปรามผู้ที่เรียกร้องความเปลี่ยนแปลงหมด เลย คล้ายๆ จะบอกให้หุบปาก กลับบ้านไป..อะไรทำนองนั้น  ผมว่าผู้ชุมนุมที่กลับบ้านไปตอนนี้ก็เจ็บปวดไม่น้อยเลยนะ ก็คงอยากได้ธรรมะมาชโลมใจเช่นกัน แต่ถ้าธรรมะมันแอบซ่อนวาทกรรมพวกนั้น ผมว่าเขาก็คงเลือกไม่มีธรรมะเสียดีกว่า แต่ในโอกาสนี้ก็อยากให้หลวงพี่ได้ให้ธรรมะเตือนใจกับพี่น้องเสื้อแดงที่ รู้สึกเจ็บปวด และอยู่ในภาวะน้อยเนื้อต่ำใจในตอนนี้สักเล็กน้อย</p>
<p>หลวงพี่ไพศาล:  ที่พูดนี้ ไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือเปล่า เพราะรู้ว่ามันยาก  แต่ก็อยากจะให้เรายอมรับความจริง มีสติ และมองไปข้างหน้า อันนี้เป็นสิ่งสำคัญ แต่มันยาก เพราะเวลาคนเราเจ็บปวด มีความทุกข์ ยังปล่อยให้อดีตทิ่มแทง ยังวางมันไม่ได้ ก็คงจะมีสติได้ยาก</p>
<p>วิจักขณ์: แต่สติไม่ได้หมาย ความว่าลืม?</p>
<p>หลวงพี่ไพศาล: ไม่ (ตอบเร็ว) &#8230; อาตมาพยายามบอกใครต่อใครว่า ความทรงจำบางครั้งมันมี พิษ มันมีหนามแหลม แต่ถ้าเรารู้จักถอนพิษออกจากความทรงจำ เราก็สามารถระลึกถึงอดีตได้โดยไม่รู้สึกเจ็บปวดอีก จำเหตุการณ์นั้นได้ว่าเป็นอย่างไร แต่ไม่ทุกข์ เพราะสามารถจะถอนพิษได้แล้ว</p>
<p>จะว่าไปแล้ว ความทรงจำหรือประสบการณ์ เลวร้ายในอดีตก็เหมือนทุเรียน คือมีหนามแหลม แต่ถ้าเรารู้จักปอกเปลือกที่มีหนามแหลมออก ก็จะเหลือเนื้อทุเรียนซึ่งกินได้ และอร่อยด้วย คนส่วนใหญ่ครุ่นคิดจ่อมจมกับเหตุการณ์ในอดีตจึงเจ็บปวดเหมือนกอดทุเรียนเอา ไว้ หนามแหลมมันจึงทิ่มแทงเอา  แต่คนที่ฉลาดคือคนที่รู้จักปอกเปลือกออก ทำให้ความทรงจำนั้นไม่สามารถทิ่มแทงจิตใจได้อีกต่อไป เราทุกคนสามารถทำให้เหตุการณ์ในอดีตไม่มีพิษสงอีกต่อไป  แล้วยังสามารถสรุปบทเรียน เก็บเกี่ยวบทเรียนจากเหตุการณ์นั้นๆ ได้ด้วย  ทำให้เกิดปัญญามากขึ้น  สิ่งที่ท้าทายก็คือ ทำอย่างไรเราจึงถอนพิษความทรงจำ หรือปอกเปลือกที่มีหนามแหลมออกไป คนส่วนใหญ่ถ้าไม่กอดมันไว้แน่น ก็เลือกที่จะทิ้งมันไป คือลืมมันไปซะเลย</p>
<p>วิจักขณ์:  คือ ธรรมะก็ยังเป็นเรื่องของการเผชิญความจริงอยู่ดี&#8230;</p>
<p>พระไพศาล:  ใช่ &#8230;สติจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก สติในที่นี้ คือการยอมรับปัจจุบันหรือยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น ถ้าเรายังเราทุกข์ ยังเจ็บแค้นโกรธเกลียดกับสิ่งที่เกิดขึ้น  นั่นแสดงว่าเรายังยอมรับความจริงไม่ได้ ถ้าเรามีสติ และยอมรับความจริงได้ เราก็หลุดจากอดีตแล้วสามารถเดินหน้าต่อไปได้</p>
<p>วิจักขณ์:  แบบนี้ก็ได้ยิน บ่อยๆ นะหลวงพี่ คนในโครงสร้างสังคมเดิม ชนชั้นกลาง ที่มองไม่เห็นว่ามีอะไรต้องเปลี่ยน ก็จะใช้คำพูดแบบนี้แหละว่า ให้ยอมรับความจริง ความจริงมันก็เป็นแบบนี้ ยอมรับความจริงซะ ก็จะได้ไม่ทุกข์ มาเรียกร้องอะไรกัน ก่อกวนความสงบ เสียเวลาทำมาหากิน</p>
<p>พระไพศาล: ยอมรับระบบที่ เป็นอยู่น่ะเหรอ&#8230;</p>
<p>วิจักขณ์:  (หัวเราะ) ประมาณว่าเราอยู่ในประเทศนี้ ในระบบนี้ มันเป็นแบบนี้ ก็ทำใจยอมรับ มองให้เห็นข้อดีของมัน ก็จะอยู่ได้ไม่ต้องทุกข์ร้อนอะไร</p>
<p>พระไพศาล:   ยอมรับ ไม่ได้แปลว่ายอมจำนนนะ เหมือนเรายอมรับความจริงว่าเราเป็นมะเร็ง โอเค เรายอมรับ เราไม่ตีโพยตีพาย แต่เราก็ต้องรักษาจริงมั้ย   แต่ถ้าไม่ยอมรับความจริงเราก็จะทุกข์ใจมากเลย  เรายอมรับความจริงว่าเราเป็นมะเร็ง  แต่เราไม่ยอมจำนน ก็ต้องมาดูว่าจะรักษายังไง  เราต้องแยกระหว่างยอมรับกับยอมจำนน โอเค ถ้าเรารักษาไม่หาย ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าเรายังไม่ได้พยายามเลย เพราะมัวแต่ตีอกชกหัวตัวเองว่าทำไมถึงต้องเป็นฉัน อย่างนี้เรียกว่ายอมจำนน ยังยอมรับความจริงไม่ได้</p>
<p>ตัวอาตมาเองก้าวข้ามความเจ็บปวดจากเหตุการณ์ ๖ ตุลาได้ก็เพราะว่า มองเห็นว่าศัตรูของเราไม่ใช่คน แต่ศัตรูของเราเป็นความโกรธ ความเกลียด และโครงสร้างสังคมที่เป็นรูปธรรมหรือก่อรูปมาจากความโกรธ ความเกลียด ความโลภ และความหลง  กิเลสเหล่านี้มันอยู่ในใจคน และอยู่ในตัวโครงสร้างสังคมด้วย การมองเห็นเช่นนั้นทำให้เราหันมาจัดการกับความโกรธเกลียดในใจคน และในโครงสร้าง ซึ่งมันทำให้เรามีพลัง พลังของเราจะไม่หมดไปกับการสู้รบปรบมือหรือทำลายล้างผู้คน ซึ่งมันเหนื่อยมาก แต่ละวันหมดพลังไปกับความโกรธเกลียด ตอน ๖ ตุลาอาตมาข้ามเหตุการณ์นี้มาได้เพราะเห็นเลยว่า คนที่เตะถีบเรา เขาทำอย่างนั้นได้ก็เพราะความโกรธ ความเกลียด  ความโกรธเกลียดมันทำให้คนกลายเป็นสัตว์  อาตมาจึงไม่โกรธคนที่ทำกับอาตมา แต่อาตมาตั้งปณิธานตั้งแต่ตอนนั้นเลยว่าจะต้องต่อสู้กับความโกรธ ความเกลียด ทีนี้เมื่อเราจะต่อสู้กับความโกรธเกลียด ทางเดียวก็คือต้องใช้ความรักความเมตตาเข้าสู้</p>
<p>วิจักขณ์:  แต่ตอนนี้ดู เหมือนพอตัวโครงสร้างความอยุติธรรมตรงหน้ามันยิ่งควบคุม ยิ่งปิดกั้น ยิ่งให้ความรุนแรงแฝง ลิดรอนสิทธิเสรีภาพอะไรมากขึ้น ถึงจุดนึงคนที่ต่อสู้เพื่อความเปลี่ยนแปลงก็มองว่า ทางเดียวที่จะทำ ให้โครงสร้างนั้นเปลี่ยนได้ ก็คือ ความทุกข์  </p>
<p>พระไพศาล:  ความ ทุกข์เป็นตัวขับเคลื่อนได้ก็จริง  แต่ทำไมเราจะต้องใช้อารมณ์เป็นตัวขับเคลื่อน ทำไมเราต้องใช้ความโกรธเป็นตัวขับเคลื่อนหรือเป็นตัวกระตุ้นด้วย ทำไมเราจึงไม่สามารถทำอะไรโดยไม่ต้องใช้ความโกรธเกลียดเป็นตัวผลักดัน  ทำไมเราไม่มองว่ามันเป็นสิ่งที่ต้องแก้ไข และทำไปด้วยสติปัญญา การต่อสู้ด้วยความโกรธเกลียดนั้น มันบั่นทอนจิตใจมาก </p>
<p>วิจักขณ์: แต่แม้ว่าเราจะทำ ไป ไม่ใช่ด้วยความโกรธเกลียดก็ตาม มันก็อาจจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเป็นชนวนของความทุกข์ให้เกิดขึ้นกับโครง สร้างนั้นอยู่ดี  ก็อาจทำให้คนในสังคม&#8230;</p>
<p>พระไพศาล:  ไม่พอใจ</p>
<p>วิจักขณ์:  ครับ</p>
<p>พระไพศาล: ก็ธรรมดา  คือเค้าไม่พอใจ ก็เพราะเค้ายังยึดติด เพราะเค้ายังมีความโลภ ยังมีความหลงอยู่ เราก็ต้องพยายามที่จะแก้ตรงนั้น พุทธศาสนาพูดเรื่องนี้ไว้ชัดว่า เราต้องเอาชนะความโกรธด้วยความไม่โกรธ เราต้องเอาชนะความชั่วด้วยความดี  มีเหตุการณ์มากมายในประวัติศาสตร์ที่ชี้ให้เห็นว่าวิธีนี้มันเวิร์ค คนเราไม่ใช่ว่าจะเลวร้ายไปหมด อย่างการเคลื่อนไหวต่อสู้ในอินเดีย ของคนผิวดำในอเมริกา  ผู้นำของขบวนการเหล่านั้นพยายามใช้สิ่งนี้เข้าไปเปลี่ยนใจคน เอาชนะใจคนได้ในที่สุด</p>
<p>อาตมายังมองไม่เห็นเลยว่าการใช้ความ รุนแรงมันจะเปลี่ยนโครงสร้างได้ยังไง มันทำได้แค่กำจัดคนกลุ่มหนึ่งออกไป  เราก็เห็นอยู่แล้วว่าพอปฏิวัติด้วยความรุนแรงแล้วมันก็ล้มเหลว ในที่สุด เช่น  ในรัสเซีย  ในจีนเราต้องรู้จักที่จะเรียนรู้จากสังคมอื่นด้วย ศึกษาจากประวัติศาสตร์ จะได้เกิดความเข้าใจที่กว้างขวาง และเกิดความหวัง</p>
<p>วิจักขณ์:  เรื่องการยึดติด เรื่องอวิชชา เรื่องความโลภโกรธหลง คนก็เอามาพูดกันมาก แนะนำกันมาก กลายเป็นเครื่องมือของการจับผิดอีกฝ่าย และสร้างความชอบธรรมให้กับฝ่ายตัวเอง  ธรรมะหรือศีลธรรมได้กลายเป็น อาวุธของคนที่อยู่ในโครงสร้างสังคมแบบอำนาจนิยม อนุรักษ์นิยม จารีตนิยม ในการรักษา &#8220;ความสงบ&#8221; หรือ &#8220;ความปกติ&#8221; ใน &#8220;ความจริง&#8221; ที่เขาได้สร้างขึ้นมาให้คนส่วนใหญ่ยอมรับ แวดวงธรรมะ ศาสนาก็ถูกเสียดสีตรงนี้ค่อนข้างมาก หลวงพี่คิดยังไงครับ</p>
<p>พระไพศาล: (ตอบเร็ว) ก็จริง คนส่วนใหญ่ที่ยึดติดในศีลธรรม มักจะมองปัญหาในเชิงบุคคล คือมองว่า ปัญหาทั้งหมดเกิดขึ้นก็เพราะคนชั่ว เพราะทักษิณเป็นคนไม่ดี คนเหล่านี้ไม่สามารถมองทะลุไปถึงเรื่องโครงสร้างได้ เพราะกรอบคิดทางศีลธรรมของคนในปัจจุบันมักทำให้เข้าใจไปว่าปัญหาเกิดจากความ ไม่มีศีลธรรมในระดับบุคคล</p>
<p>วิจักขณ์: &#8230;ซึ่งจริงๆ มันไม่ใช่</p>
<p>พระไพศาล: ..มันมี เรื่องโครงสร้างสังคมด้วย   แต่พอไม่มองเรื่องโครงสร้าง ก็ไม่แก้ปัญหาที่ตัวโครงสร้าง เลยคิดแต่จะไล่ล่ากำจัดตัวบุคคล เช่น คิดว่าถ้ากำจัดทักษิณได้ จับผู้ก่อการร้ายได้ ความวุ่นวายทั้งปวงก็จะหมดไป บ้านเมืองจะสงบสุขเหมือนเดิม  ทัศนคติแบบศีลธรรมที่เราเข้าใจกันในตอนนี้ มันคับแคบ เพราะศีลธรรมที่สอนๆ กันเน้นศีลธรรมระดับปัจเจก เช่น สอนกันว่าสังคมไม่ดีเพราะมีคนเลว หรือว่าถ้าเราทำตัวให้ดีแล้วสังคมจะดี  นี่คือการมองศีลธรรมในระดับปัจเจก  แต่พุทธศาสนาไม่ได้มีแค่นี้ มีมากกว่านี้ เช่นการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมทางสังคม  ที่อาตมาเขียนหนังสือเรื่อง &#8220;พุทธ ศาสนาไทยในอนาคต&#8221; ก็พยายามเสนอว่าเราต้องฟื้นฟูมิติทางสังคมของพุทธศาสนาขึ้นมา เพราะ พุทธศาสนาตอนนี้ได้ถูกตีความให้เป็นเรื่องของปัจเจก ศีลธรรมถูกเน้นให้เป็นเรื่องของบุคคล  เราก็เลยมองอะไรแคบๆ</p>
<p>วิจักขณ์:  แล้วในทัศนะของ หลวงพี่ จริงๆ แล้วไอ้ศีลธรรมที่มันก่อให้เกิดสันติสุขจริงๆ เนี่ย มันคืออะไรครับ</p>
<p>พระไพศาล:  อย่างที่พูดไป เมื่อตะกี๊ว่า ความโลภ ความโกรธ ความหลง มันไม่ได้อยู่ในใจคนอย่างเดียว แต่มันได้ก่อรูปขึ้นเป็นโครงสร้างสังคมหรือระบบเศรษฐกิจการเมืองขึ้นมา  โครงสร้างสังคมมันทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์เป็นความสัมพันธ์ที่เอารัด เอาเปรียบกัน ไม่มีน้ำใจต่อกัน โครงสร้างนี้กระตุ้นให้ความโกรธ ความโลภ ความหลง เกิดขึ้นในใจคนได้ง่ายมาก   ขอยกตัวอย่างที่เห็นชัด เช่น เวลาเราขับรถในกรุงเทพฯ คนอารมณ์ดีแค่ไหนถ้าขับรถในกรุงเทพฯ ก็ต้องเครียด เพราะ ระบบการจราจรในกรุงเทพฯ ซึ่งรวมถึงกฎระเบียบ ตำรวจ ถนน ฯลฯ มันทำให้คนเห็นแก่ตัว ทำให้คนไม่มีน้ำใจ คุณจะเป็นคนดีมาแค่ไหน พอคุณมาขับรถในกรุงเทพฯ ซักพัก คุณก็อารมณ์เสียหงุดหงิด  คุณก็ไม่มีน้ำใจแล้ว นี่เห็นมั้ย มันเป็นระบบน่ะ มันเป็นระบบที่หล่อหลอม กระตุ้นความเห็นแก่ตัว กระตุ้นเอาความรู้สึกฝ่ายลบออกมา ถ้าเรามองให้เห็นตรงนี้ มองให้กว้าง มองให้ทะลุ เราก็จะเห็นความสำคัญของการสร้างระบบหรือโครงสร้างใหม่ที่สามารถดึงเอาพลัง ฝ่ายบวกของคนออกมา ทำให้เกิดเมตตากรุณาก็ได้ ทำให้เกิดสติก็ได้</p>
<p>ดังนั้นหากจะคุยเรื่องศีลธรรม  เราต้องมองด้วยว่า สังคมเลวไม่ใช่เพราะคนไม่ดีอย่างเดียว  การที่คนไม่ดีก็เพราะสังคมไม่ดีด้วย เพราะฉะนั้นถ้าต้องการฟื้นฟูศีลธรรมของผู้คนในสังคม ก็ต้องฟื้นฟูสังคมให้มีศีลธรรมด้วย ต้องมีระบบที่เกื้อกูลต่อศีลธรรม พูดง่ายๆ  สังคมไทยตอนนี้เป็นปฏิปักษ์ต่อความดี  แต่คนที่เคร่งศีลธรรมมองไม่เห็น  เอาแต่มองศีลธรรมแค่ระดับบุคคล ไม่ได้มองว่าสังคมตอนนี้มันเป็นปฏิปักษ์ต่อความดี</p>
<p>วิจักขณ์: และความจริง</p>
<p>พระไพศาล: อือ ใช่ (ยิ้ม) ถ้าไม่จัดการหรือมองไม่เห็นถึงปัญหาศีลธรรมในเชิงโครงสร้างทางสังคม จะไปพูดเรื่องศีลธรรมยังไง จิตใจคนก็จะมีแต่ถดถอยลงไปเรื่อยๆ</p>
<p>วิจักขณ์:  แล้วหลวงพี่คิด ยังไงกับกระแสการปฏิบัติธรรม หรือความสนใจธรรมะของคนในตอนนี้</p>
<p>พระไพศาล:  คนที่สนใจ ปฏิบัติธรรมมักเป็นคนที่มีปัญหามากมาย หลายคนมาปฏิบัติธรรมไม่ได้เพื่อลดความเห็นแก่ตัว จึงกลายเป็นคนที่คิดถึงแต่ตัวเอง  ขณะเดียวกันเนื่องจากต้องการความสงบเย็น ก็เลยกลายเป็นพวกหนีปัญหา และเพ่งโทษคนอื่นมาก คือโทษว่าคนอื่นทำให้ฉันทุกข์   และพอปฏิบัติธรรมมาก ๆ ก็เกิดความหลงตัวลืมตนว่าฉันดีกว่าคนอื่น  จึงตำหนิหรือมองคนในแง่ลบได้ง่าย  ใครที่ไม่เห็นด้วยกับตัว ก็โต้ตอบถกเถียงอย่างใช้อารมณ์ ไม่เว้นแม้แต่แวดวงกรรมฐาน  กลาย เป็นว่าการปฏิบัติธรรม หรือความเป็นพุทธไม่ได้ช่วยอะไรเลย ยังน่าเกลียด ยังรุนแรง นั่นแสดงว่ามีปัญหาบางอย่างกับการปฏิบัติธรรมด้วย</p>
<p>วิจักขณ์:  อยากจะขอวกกลับ มาที่อาจารย์พูดว่าธรรมะหรือศีลธรรมแบบไทยมุ่งเน้นไปที่ปัจเจกหรือตัวบุคคล แต่มักละเลยการมองในมิติทางสังคม ก็เลยมองไม่ทะลุ หรือมองไม่เห็นโครงสร้างที่เป็นตัวแทนของความโลภ โกรธ หลง ความเหลื่อมล้ำและความอยุติธรรมที่มีอยู่  เลยกลายเป็นว่าธรรมะ ศีลธรรม หรือการปฏิบัติธรรมได้ไปช่วยเสริมให้โครงสร้างความรุนแรงเหล่านั้นมีอำนาจ มากขึ้น หรือมีความมั่นคงมากขึ้น</p>
<p>พระไพศาล: ลักษณะ หนึ่งของวงการธรรมะของไทยคือค่อนข้าง conservative (อนุรักษ์นิยม)   เพราะฉะนั้นจึงมักจะอิงกับโครงสร้างอำนาจนิยม หรือสถาบันแบบดั้งเดิม  เช่น สถาบันสงฆ์ สถาบันทหาร สถาบันพระมหากษัตริย์  คนกลุ่มนี้โดยธรรมชาติจะconservative ก็เลยมักรับรองหรือเห็นด้วยกับ status quo (สถานภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน)  อันนี้เป็นเรื่องของการศึกษาด้วย</p>
<p>วิจักขณ์: แล้วหลวงพี่อยาก จะฝากอะไรกับวงการปฏิบัติธรรมบ้าง</p>
<p>พระไพศาล: อย่างแรกก็คือ ต้องมีความเมตตากรุณา  ไม่มองคนเป็นฝักฝ่าย ไม่ถือเขาถือเรา  มีขันติธรรม แม้ใครจะคิดต่างจากเรา ก็ยอมรับได้ ไม่เห็นเขาเป็นศัตรู  เห็นว่า เขาเป็นมนุษย์เหมือนเรา  ขณะเดียวกันก็อยากให้มองกว้างด้วย คือมองศีลธรรมโยงกับโครงสร้างสังคมด้วย  ความไม่มีศีลธรรมของคนไม่ได้เกิดจากกิเลสในตัวบุคคลอย่างเดียว แต่มันถูกปลุกหรือส่งเสริมโดยระบบต่าง ๆ ที่แวดล้อมเขา หรือโครงสร้างทางสังคมที่เป็นปฏิปักษ์กับความดีด้วย</p>
<p>วิจักขณ์: แล้วประเด็น เรื่องความกล้าหาญล่ะครับหลวงพี่ ดูเหมือนวงการนี้จะเงียบเชียบเหลือเกิน ไม่มีความกล้าหาญใดๆ ที่จะพูดความจริง เพราะไม่อยากให้เกิดความขัดแย้ง ไม่อยากทำให้ใครไม่พอใจ</p>
<p>พระไพศาล: อย่างที่ บอกแล้วชาวพุทธเราส่วนใหญ่เป็นพวกที่ต้องการหนีปัญหา ต้องการความสงบส่วนตัว เพราะฉะนั้นจึงไม่ค่อยมีความกล้าที่จะเผชิญปัญหาอยู่แล้ว   เราหนีปัญหาก็เพราะเรากลัวเผชิญหน้ากับปัญหา  ไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว อย่างกรณีธรรมกายที่เป็นการทำพระธรรมวินัยให้วิปริต ชาวพุทธเป็นอันมากก็ไม่สนใจที่จะแก้ปัญหานี้  พอเห็นปัญหาก็หลบๆ กัน แม้ กระทั่งช่วงเกิดความวุ่นวายที่ผ่านมา พระหลายรูปก็หลบ ไม่กล้าแสดงความเห็นเพราะกลัวถูกวิพากษ์วิจารณ์   ถ้าดังหน่อยมีคนมาขอสัมภาษณ์ก็ไม่เอา กลัวเสื้อแดงเล่นงาน ชาวพุทธเราส่วนใหญ่ค่อนข้างจะแหย  เนื่องจากไม่ได้ปฏิบัติธรรมเพื่อต้องการลดความเห็นแก่ตัว แต่ต้องการความสงบหรืออยากได้บุญมากกว่า  </p>
<p>วิจักขณ์: งั้นหลวงพี่ก็มอง ว่า ถ้าปฏิบัติธรรมจริงๆ ก็ต้องมีความ&#8230;</p>
<p>พระไพศาล: (ทันควันไม่รอให้พูดจบ) &#8230;ต้องกล้า (เน้นเสียง)  ต้องสู้กับอัตตา ต้องกล้าเผชิญกับทุกข์ กับความยากลำบาก ถ้าต้องการลดความเห็นแก่ตัว ต้องการลดละอัตตา ก็จะกล้าเผชิญหน้ากับความทุกข์ ไม่กลัวคำวิพากษ์วิจารณ์ ไม่กลัวเปลืองตัว เพราะตัวตนสึกหรอเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น</p>
<p>วิจักขณ์:  และกับสังคม&#8230;</p>
<p>พระไพศาล: เรื่องสังคมก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของ แต่ละคน บางคนก็ไม่มีมิติทางสังคม แต่อย่างน้อยก็ต้องยืนหยัดในความถูกต้อง อะไรไม่ถูกก็ต้องกล้า ต้องสู้ แต่ถ้ามีความโน้มเอียงที่จะหนีปัญหาอยู่แล้ว ก็จะพยายามไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร ไม่สนใจปัญหาบ้านเมือง และพยายามไม่ขัดแย้งกับผู้คน ไม่อยากจะช่วย ไม่อยากทำอะไรให้ตัวเองเดือดร้อน วุ่นวาย  ความเป็น conservative ของชาวพุทธ ก็ยิ่งไปส่งเสริมความคิดแบบนี้ด้วย</p>
<p>หมายเหตุ</p>
<p>สัมภาษณ์เย็นวันที่ ๓๐ พ.ค. ๕๓ ณ แสนปาล์มเทรนนิ่งโฮม จ.นครปฐม ระหว่างการอบรมเผชิญความตายอย่างสงบ</p>
<p>เกี่ยวกับผู้สัมภาษณ์</p>
<p>&#8220;วิจักขณ์ พานิช&#8221; เป็นนักวิชาการอิสระด้านประวัติศาสตร์ศาสนา วิทยากรของเสมสิกขาลัย ปัจจุบันทำงานเขียน งานแปล และงานอบรมภาวนา จิตวิญญาณการศึกษา จิตวิทยาแนวพุทธ และพุทธศาสนาเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม ให้กับประชาชนทั่วไป องค์กรพัฒนาเอกชน โรงพยาบาล และสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rdfamily.com/2010/06/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%93%e0%b9%8c-%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%a5-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%a5/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>propaganda อีกทีกับ social network ทำอย่างไงให้คนเชื่อเรื่องโกหก</title>
		<link>http://www.rdfamily.com/2010/06/propaganda-%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a-social-network-%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab/</link>
		<comments>http://www.rdfamily.com/2010/06/propaganda-%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a-social-network-%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 02 Jun 2010 05:21:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rdfamily.com/?p=25</guid>
		<description><![CDATA[If you tell a big enough lie and tell it frequently enough, it will be believed. &#8221;
Adolf Hitler, Mein Kampf &#8220;Why the second reich collapse&#8221;
&#8220;หากท่านโกหกเรื่องใหญ่มากพอ, โกหกบ่อยครั้งเพียงพอ, เรื่องนั้นจะถูกเชื่อ&#8221;
อดอล์ฟ ฮิตเลอร์, การต่อสู้ของข้าพเจ้า &#8220;เหตุใดจักรวรรดิไรค์ที่ 2 จึงล่มสลาย&#8221;
เคยสงสัยกันไหม ว่าทำไมคนที่ดูฉลาด เก่งกาจ จำนวนมาก กลับตกเป็นสาวกลัทธิแปลกประหลาดที่ผิดสามัญสำนึกโดยสิ้นเชิง
เคยสงสัยกันไหม ว่าทำไมฝูงชนหมู่มากเมื่อมารวมกัน จึงถูกหลอกให้เชื่อเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ และไม่ควรเชื่อได้บ่อยๆ
เคย สงสัยกันไหม ว่าชนชาติที่ขยัน อดทน และมีมันสมองชั้นเลิศอย่างญี่ปุ่นและเยอรมัน จึงถูกผู้นำหลอกให้ทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับคำพูดของเขาได้

นักสื่อสาร นักจิตวิทยา ต่างศึกษาจิตใจของผู้คน และกระแสของมวลชน จนสรุปว่า
การ propaganda (ไทยแปลศัพท์ว่า โฆษณาชวนเชื่อ) เป็นต้นเหตุของความผิดเพี้ยนทางความคิดทั้งปวง
แน่นอนว่า นักจิตวิทยาและนักสื่อสารบางส่วนนำผลสรุปนี้ไปใช้ประโยชน์ สร้างระบบจิตวิทยามวลชน อุปาทานหมู่ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>If you tell a big enough lie and tell it frequently enough, it will be believed. &#8221;<br />
Adolf Hitler, Mein Kampf &#8220;Why the second reich collapse&#8221;</p>
<p>&#8220;หากท่านโกหกเรื่องใหญ่มากพอ, โกหกบ่อยครั้งเพียงพอ, เรื่องนั้นจะถูกเชื่อ&#8221;<br />
อดอล์ฟ ฮิตเลอร์, การต่อสู้ของข้าพเจ้า &#8220;เหตุใดจักรวรรดิไรค์ที่ 2 จึงล่มสลาย&#8221;</p>
<p>เคยสงสัยกันไหม ว่าทำไมคนที่ดูฉลาด เก่งกาจ จำนวนมาก กลับตกเป็นสาวกลัทธิแปลกประหลาดที่ผิดสามัญสำนึกโดยสิ้นเชิง<br />
เคยสงสัยกันไหม ว่าทำไมฝูงชนหมู่มากเมื่อมารวมกัน จึงถูกหลอกให้เชื่อเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ และไม่ควรเชื่อได้บ่อยๆ<br />
เคย สงสัยกันไหม ว่าชนชาติที่ขยัน อดทน และมีมันสมองชั้นเลิศอย่างญี่ปุ่นและเยอรมัน จึงถูกผู้นำหลอกให้ทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับคำพูดของเขาได้<br />
<span id="more-25"></span></p>
<p>นักสื่อสาร นักจิตวิทยา ต่างศึกษาจิตใจของผู้คน และกระแสของมวลชน จนสรุปว่า<br />
การ propaganda (ไทยแปลศัพท์ว่า โฆษณาชวนเชื่อ) เป็นต้นเหตุของความผิดเพี้ยนทางความคิดทั้งปวง<br />
แน่นอนว่า นักจิตวิทยาและนักสื่อสารบางส่วนนำผลสรุปนี้ไปใช้ประโยชน์ สร้างระบบจิตวิทยามวลชน อุปาทานหมู่ เพื่อจุดประสงค์บางอย่าง<br />
ทำอย่างไรเราจะรู้ทันการโฆษณาชวนเชื่อนี้ล่ะ</p>
<p>(http://terasphere.exteen.com/images/Kitchener-Britons.jpg)</p>
<p>บทความนี้ไม่ได้มีเพื่อให้นำวิธีการต่างๆไปใช้ แต่เพื่อให้รู้เท่าทันและระวังตัวไม่ตกเป็นเครื่องมือของการโฆษณาชวนเชื่ออีกต่อไป<br />
หลักการโฆษณาชวนเชื่อ อาจสรุปลงง่ายๆ 7 ข้อ ได้แก่</p>
<p>1. Ad Hominem : โจมตีตัวบุคคล สร้างศัตรูบุคคลขึ้นมาเป็นหุ่นรับการโจมตีหลัก แล้วจับผิด โจมตี ด่าทอ ต่อว่า ทั้งเรื่องส่วนตัวและคำพูดทุกคำพูดของคนๆนั้น รวมถึงการสร้างภาพให้ฝ่ายศัตรูที่ตั้งขึ้นมาโจมตีเป็นปีศาจร้าย เปรียบเทียบกับความชั่วร้ายในโลกทั้งมวล ทั้งในพระคัมภีร์ศาสนาและประวัติศาสตร์<br />
ตัวอย่างเช่น การโฆษณาชวนเชื่อโจมตีสตาลิน ในยุคลัทธิแม็คคาร์ธีของสหรัฐทศวรรษที่ 60 ว่าโหดเหี้ยม ดุร้าย ป่าเถื่อนไร้อารยธรรม การสร้างข่าวโจมตีนายกฯวินสตัน เชอร์ชิลว่าเป็นคนโง่ ดื้อด้าน ปากเสีย ของนาซี หรือแม้แต่การโฆษณาโจมตีฮิตเลอร์ว่าเป็นอัตติลาชาวฮัน หรือทายาทซาตาน ตัวแทนสัตว์นรก 666 ของฝ่ายสัมพันธมิตรเอง</p>
<p>2. Ad nauseum : พูดซ้ำแล้วซ้ำอีก มีสำนวนไทยว่าไว้เข้าทีว่า &#8220;น้ำหยดลงหินทุกวัน หินยังกร่อน&#8221; แล้วใจคนอ่อนๆจะทนได้อย่างไร(ฮา) เมื่อนำ้คำลมปากกรอกหูเข้าทุกวัน<br />
สาวบางคนมีแฟนหนุ่มหล่อเท่อยู่ดีๆ วันเลวคืนร้ายเพื่อนตัวดีกริ๊งกร๊างมาว่า &#8221; นี่เธอ เพื่อนของฉันเห็นหนุ่มหล่อๆหน้าตาคล้ายๆแฟนเธอเดินควงอยู่กับหนุ่มที่ไหนก็ ไม่รู้ เนี่ย ชั้นล่ะสงสัยอยู่แล้วนะ ว่าแฟนเธอจะเป็นเกย์&#8221;<br />
หนแรกไม่เชื่อหัวเราะใส่โทรศัพท์<br />
หนสองเริ่มลังเล<br />
หนสาม เอ๊ะ ชักไม่เข้าที ลองถามที่รักดูดีไหมนะ<br />
หนสี่อดรนทนไม่ได้ถามออกไป ปรากฏว่าเป็นคุณแฟนพาคุณพ่อไปโรงพยาบาลซะฉิบ<br />
แต่คราวนี้ หนที่ห้าถ้ามีอีก คุณอาจจะเริ่มสงสัยแล้วว่าแฟนคุณโกหก แม่เพื่อนตัวดีก็ใส่ไฟใหญ่ &#8220;เนี่ย แฟนเธอโกหกชัดๆ ผู้ชายที่เพื่อนชั้นเห็นเดินควงกับแฟนเธอน่ะ ยังเป็นเด็กหนุ่มอยู่เลย สัก 16-17 นี่แหละ จะเป็นคุณพ่อได้ยังไง&#8221;<br />
หนที่หกเริ่มหงุดหงิดทุรนทุราย ออกสะกดรอยตาม แต่ก็ไม่เจอจังๆ<br />
หนเจ็ด แฟนจับได้ว่าแอบตามเขาไป &#8220;นี่คุณไม่ไว้ใจผมใช่มั้ย ถ้าอย่างนี้ เราเลิกกันดีกว่า&#8221;<br />
ต้อง นั่งร้องไห้น้ำตาเป็นเผาเต่า จะโทษเพื่อน เพื่อนตัวดีก็บอกว่า &#8220;ก็ขอโทษนะ ฉันไม่ได้เห็นเองนี่ เพื่อนของเพื่อนฉันบอกมาอีกที แถมเค้าไม่ได้บอกว่าเป็นแฟนเธอนิ แค่หน้าคล้ายๆ&#8221;<br />
แต่สุดท้าย คุณก็เห็นแม่เพื่อนตัวดีเดินจู๋จี๋กับแฟนเก่าคุณซะงั้น&#8230;&#8230;</p>
<p>3. Big Lie : โกหกคำโต โยเซฟ เกิบเบิลส์(1897-1945) รัฐมนตรีกระทรวงโฆษณาการ(minister of propaganda) มือขวาของฮิตเลอร์ กล่าวว่า</p>
<p>(http://terasphere.exteen.com/images/goebbels2.jpg)</p>
<p>&#8220;The bigger the lie, the more it will be believed.&#8221;<br />
&#8220;ยิ่งโกหกคำโตเท่าไร, มันยิ่งน่าเชื่อไปเท่านั้น&#8221; และ</p>
<p>&#8220;The great masses of people will more easily fall victims to a big lie than to a small one.&#8221;<br />
&#8220;ฝูงชนมหาศาลถูกหลอกด้วยการโกหกเรื่องใหญ่ ง่ายกว่าโกหกเรื่องเล็กๆ&#8221;</p>
<p>การ โกหกเรื่องเล็กๆที่มีรายละเอียดปลีกย่อย อาจมีผู้จับโกหกได้ง่าย แต่การโกหกเรื่องใหญ่ๆเพื่อหลอกให้เชื่อ มันย่อมครอบคลุมเรื่องต่างๆหลากหลาย อย่างน้อยต้องมีข้อใดข้อหนึ่งที่ถูกจริตผู้ฟัง และเมื่อคนพูดพูดในสิ่งที่คนฟังอยากจะเชื่ออยู่แล้ว เขาก็พร้อมจะยอมเชื่อโดยดี แม้ว่าคำโกหกเรื่องใหญ่นั้น จะเท็จครึ่ง จริงครึ่ง หรือไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความจริงอยู่เลย</p>
<p>4. Name calling : สร้างสมญานาม การสร้างชื่อแทนใช้เรียกย่อๆ ง่ายๆ และตีความได้เข้าข้างตัวเอง หรือสร้างภาพเสียหายให้ศัตรู เป็นเทคนิคของการโฆษณาชวนเชื่ออย่างหนึ่ง<br />
เช่น Iron Curtain : ม่านเหล็ก ที่ดูน่ากลัว, The Third Reich ที่ย้อนโหยหาคืนวันอันรุ่งเรืองในอดีต และมักใช้สถาบันที่สูงส่งเข้ามาสร้างภาพเป็นส่วนหนึ่งของชื่อด้วย เช่น Imperial Army : กองทัพบกของสมเด็จพระจักรพรรดิ ของกองทัพญี่ปุ่น ถ้าจะหาเอาใกล้ๆก็เช่น ฟักแม้ว, หน้าเหลี่ยม, หมูกชมพู่, นอมินีเหลี่ยม, กะทิ, มารเฒ่าแซ่ลิ้ม, โจรโพกผ้าเหลือง เป็นต้น</p>
<p>(http://terasphere.exteen.com/images/386px-LibertyBond-WinsorMcCay.jpg)<br />
ขนาดพันธบัตรยังใช้คำว่า พันธบัตรเสรีภาพเลย</p>
<p>5. Black and White fallacy : ตรรกะผิด-ถูก แบบขาว-ดำ ผู้โฆษณาชวนเชื่อ ต้องสร้างภาพการแบ่งแยกฝ่ายถูกผิดชัดเจนเป็นสีขาว-ดำ ใครเข้าข้างจะเป็นฝ่ายถูก ฝ่ายธรรมะ ส่วนใครไม่เห็นด้วยก็จะถูกผลักไปเป็นฝ่ายผิด เป็นฝ่ายอธรรมทันที ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ คำพูดของจอร์จ บุช จูเนียร์ เมื่อตัดสินใจบุกอิรักว่า &#8220;If you don&#8217;t be aside with America, you are with terrorrist.&#8221;</p>
<p>ใน โลกสีเทาหม่นๆของความเป็นจริง เราแสวงหาความดี ความถูกต้อง ตามหลักคำสอนทางจริยธรรมและศีลธรรมอยู่เสมอ เมื่อผู้โฆษณาชวนเชื่อตั้งธงให้เข้าร่วมกับความถูกต้องชัดเจนย่อมไม่แปลกที่ จะหลงเชื่อในสิ่งที่เขากล่าวอย่างง่ายดาย และอาจไม่ฉุกคิดเลยว่า สิ่งที่เขาพูดไม่ตรงกับการกระทำอย่างใดเลย</p>
<p>ใช่-ไม่ใช่พี่น้อง (ฮา)</p>
<p>6. Flag Waving, Beautiful thing, and Great People reference : ชูธงสูงส่ง อ้างสิ่งสวยงาม ตามหลักมหาบุรุษ การโฆษณาชวนเชื่อนั้นจะอ้างตนเองและกลุ่ม แนวคิดของตน ให้ดูยิ่งใหญ่ สูงส่ง อลังการ มีคุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม ด้วยคำพูดและป้ายประกาศ ใช้ข้อความที่ดูดี อ้างอิงสิ่งเหนือธรรมชาติ หรือนามธรรมที่คนยอมรับว่าดี เช่นเทพเจ้า พระเจ้า เทพยดา อ้างแนวทางของบุคคลในประวัติศาสตร์ ศาสดาที่ยิ่งใหญ่ เช่น พระพุทธเจ้า พระมะหะหมัด พระคริสต์ มหาตมะคานธี อับราฮัม ลินคอล์น อ้างพระคัมภีร์ของศาสนาต่างๆ ฯลฯ</p>
<p>(http://terasphere.exteen.com/images/jap05.jpg)</p>
<p>แต่ การอ้างดังกล่าวแตกต่างไปจากการเผยแผ่หรือโน้มนำที่ดีตามปกติ ด้วยว่าการโฆษณาชวนเชื่อ จะนำภาพลักษณ์ที่ดูสูงส่งสวยงามเหล่านั้นมาบิดเบือนให้เข้าข้างแนวคิดของตน<br />
เช่น นาซีอ้างพระคัมภีร์ที่ว่ายูดาทรยศพระคริสต์ มาบ่มเพาะความเกลียดชังชาวยิวทั้งหมด โดยละเลยไปว่าพระคริสต์เองและอัครสาวกก็เป็นชาวยิว,<br />
ฏอลิบันอ้างกุรอ่าน ว่าห้ามบูชารูปเคารพ มาทำลายพระพุทธรูปโบราณที่บามิยัน ทั้งๆที่ไม่มีใครแถวนั้นบูชาอีกแล้ว เป็นเพียงมรดกศิลปะเก่าแก่เท่านั้น</p>
<p>7. Disinformation by mass media : ควบคุมกำจัดข้อมูลผ่านสื่อสารมวลชน การบอกข้อมูลไม่ครบ บอกความจริงไม่หมด เลือกแต่เฉพาะข้อมูลหรือข่าวที่ส่งผลดีต่อฝ่ายตนเอง ใช้การอ้างนอกบริบท หรือนำคำพูดที่ไม่เกี่ยวข้องกันมาแต่งเติมเสริมเข้าไปให้ดูดี&#8230;.<br />
ยิ่ง ใช้สื่อมวลชนที่เข้าถึงคนหมู่มาก ยิ่งบอกผ่านกันไปปากต่อปาก และยิ่งดูน่าเชื่อถือ หลายๆคนพอตั้งข้อสงสัย ก็ถูกตอบว่า &#8220;ก็ทีวีว่ามาอย่างนี้ล่ะ&#8221;</p>
<p>(http://terasphere.exteen.com/images/propaganda.jpg)</p>
<p>ข้อนี้เราคงเห็นกันตามสื่อสารมวลชนอยู่ทุกวันแล้วนะครับ</p>
<p>ปกติ หน้าที่ของสื่อข้อหนึ่งคือ Gatekeeper ผู้คัดกรองข่าวสาร เลือกข่าวสารที่มีประโยชน์และเป็นจริง และกำจัดข้อมูลชยะที่เป็นเท็จและไม่เป็นประโยชน์ทิ้งไป<br />
รวมถึงการเรียบเรียงข้อมูลให้เข้าใจง่ายขึ้น แต่เมื่อสื่อมาโฆษณาชวนเชื่อแล้ว การคัดกรองข่าวสารก็จะบิดเบี้ยว<br />
กลาย เป็นว่า คัดเฉพาะข้อมูลที่เข้าข้างฝ่ายตน มีประโยชน์ต่อตนเอง หรือหากข้อมูลเป็นกลางก็จะนำมาตัดแต่งเติมต่อตีความให้เข้ากับแนวคิดของตน เอง<br />
รวมทั้งการเรียบเรียงให้ง่าย(simplification) ที่ตัดทอนและละเลยข้อเท็จจริงไป แล้วนำเรื่องยากซับซ้อนต้องใช้ความรู้ความเข้าใจสูงมาพูดเป็นเรื่องพื้นๆให้ คนเชื่อตาม</p>
<p>เอ่อ นี่อาจจะเป็นตัวอย่างได้ http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=339560 (http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=339560)</p>
<p>&#8230;</p>
<p><strong>การโฆษณาชวนเชื่อ แตกต่างและน่ากลัวกว่าการโฆษณาและชักจูงตามปกติ<br />
เพราะมันจะทำให้ตรรกะของคุณบิดเบี้ยวโดยคุณไม่รู้ตัว<br />
คุณจะเห็นคนอื่นผิดหมด ขณะที่ตัวเองถูกต้องเพียงคนเดียว<br />
คุณจะไม่เหลียวแม้แต่หางตามองสิ่งที่อยู่นอกเหนือความเชื่อของคุณ<br />
คุณจะกล้าใช้ถ้อยคำหยาบคาย ด่าทอ เสียดสี คนที่ไม่เห็นด้วยกับคุณ ทั้งๆที่คุณไม่เคยมีนิสัยหยาบคายมาก่อน<br />
คุณจะพร้อมบริจาค ทุ่มเททั้งกำลังกายและทรัพย์สินให้กับสิ่งที่คุณเชื่อ โดยไม่เหลือให้ตัวเองและครอบครัว<br />
และเมื่อคุณรู้ตัว สังคมของคุณจะเหลือเพียงแต่กลุ่มคนที่เชื่อโฆษณาชวนเชื่อแบบเดียวกับคุณเท่านั้น</strong></p>
<p>http://www.ngpgroup.com/forum/index.php?showtopic=1462</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rdfamily.com/2010/06/propaganda-%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a-social-network-%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>แบบทดสอบว่าคุณโดนล้างสมองหรือไม่</title>
		<link>http://www.rdfamily.com/2010/06/%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b9%82%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%aa/</link>
		<comments>http://www.rdfamily.com/2010/06/%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b9%82%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%aa/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 01 Jun 2010 09:26:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>

		<category><![CDATA[propaganda]]></category>

		<category><![CDATA[ล้างสมอง]]></category>

		<category><![CDATA[โฆษณาชวนเชื่อ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rdfamily.com/?p=22</guid>
		<description><![CDATA[วันนี้มาแบบซีเรียสหน่อย เพราะคนรอบข้างมีพฤติกรรมแปลกๆ รุนแรงขึ้นเรื่อยๆแบบที่แต่ก่อนไม่เคยเป็นแต่ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงมาก ในสถานการณ์ปัจจุบันที่โลกกำลังเปลี่ยนไป การโฆษณาชวนเชื่อแบบไม่รู้ตัว (transparent propaganda ) กำลังถูกนำมาใช้ในหลายๆที่ ที่เกี่ยวข้องกับ politics โดยเฉพาะ ใน facebook และเครือข่าย social network (การสื่อสารที่ง่ายและ globalization นี่หละทำ สมัยก่อนก็แค่ทีวี วิทยุ และใบปลิว )เราลองมาตอบคำถามง่ายๆครับ

1. คุณเห็นว่าความรู้ที่คุณได้รับมันถูกต้องแล้ว และคนอื่นที่เห็นแตกต่างไปผิด
2. คุณรู้สึกหงุดหงิดเมื่ออยู่ในกลุ่มคนที่มีความเห็นต่าง และบอกว่า ว้า ทำไมพวกนั้นโง่หรือโดนล้างสมองมา
3. คุณมักโทษว่า สิ่งที่คนอื่นเห็นต่างเพราะมีไบแอส หรือโง่ คิดไม่เป็น ข้อมูลด้านเดียว ไม่ศึกษาให้มากพอ หรือ โดนหลอกมา
4. คุณจะไม่เหลียวแม้แต่ตามองสิ่งที่อยู่นอกเหนือความเชื่อของคุณ และมักจะย้ำเสมอว่า เป็นไปไม่ได้ เขาไม่รู้ดีกว่าเราหรอก
5. คุณจะกล้าใช้คำหยาบคาย ด่าทอ เสียดสี ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับคุณ ทั้งๆที่คุณไม่มีนิสัยหยาบคาย และไม่เคยประพฤติมาก่อนเลย
6. คุณพร้อมจะบริจาค ทุ่มเทกำลังกาย เวลา หรือทรัพย์ให้กับสิ่งที่คุณเชื่อ โดยอาจเบียดบังเวลาของครอบครัว
7. สังคมที่คุณจะอยู่ได้แบบมีความสุข คือคนที่เห็นแบบเดียวกับคุณเท่านั้น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>วันนี้มาแบบซีเรียสหน่อย เพราะคนรอบข้างมีพฤติกรรมแปลกๆ รุนแรงขึ้นเรื่อยๆแบบที่แต่ก่อนไม่เคยเป็นแต่ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงมาก ในสถานการณ์ปัจจุบันที่โลกกำลังเปลี่ยนไป การโฆษณาชวนเชื่อแบบไม่รู้ตัว (transparent propaganda ) กำลังถูกนำมาใช้ในหลายๆที่ ที่เกี่ยวข้องกับ politics โดยเฉพาะ ใน facebook และเครือข่าย social network (การสื่อสารที่ง่ายและ globalization นี่หละทำ สมัยก่อนก็แค่ทีวี วิทยุ และใบปลิว )เราลองมาตอบคำถามง่ายๆครับ</p>
<ul>
<li>1. คุณเห็นว่าความรู้ที่คุณได้รับมันถูกต้องแล้ว และคนอื่นที่เห็นแตกต่างไปผิด</li>
<li>2. คุณรู้สึกหงุดหงิดเมื่ออยู่ในกลุ่มคนที่มีความเห็นต่าง และบอกว่า ว้า ทำไมพวกนั้นโง่หรือโดนล้างสมองมา</li>
<li>3. คุณมักโทษว่า สิ่งที่คนอื่นเห็นต่างเพราะมีไบแอส หรือโง่ คิดไม่เป็น ข้อมูลด้านเดียว ไม่ศึกษาให้มากพอ หรือ โดนหลอกมา</li>
<li>4. คุณจะไม่เหลียวแม้แต่ตามองสิ่งที่อยู่นอกเหนือความเชื่อของคุณ และมักจะย้ำเสมอว่า เป็นไปไม่ได้ เขาไม่รู้ดีกว่าเราหรอก</li>
<li>5. คุณจะกล้าใช้คำหยาบคาย ด่าทอ เสียดสี ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับคุณ ทั้งๆที่คุณไม่มีนิสัยหยาบคาย และไม่เคยประพฤติมาก่อนเลย</li>
<li>6. คุณพร้อมจะบริจาค ทุ่มเทกำลังกาย เวลา หรือทรัพย์ให้กับสิ่งที่คุณเชื่อ โดยอาจเบียดบังเวลาของครอบครัว</li>
<li>7. สังคมที่คุณจะอยู่ได้แบบมีความสุข คือคนที่เห็นแบบเดียวกับคุณเท่านั้น และรังเกียจผู้ที่เห็นต่าง ในที่สุดคุณจะตัดการติดต่อกับคนที่เห็นต่าง เหลือแต่คนคิดแบบเดียวกัน</li>
<p><strong>ถ้าคำตอบว่า ใช่ มากกว่าครึ่ง คุณพร้อมจะศึกษาข้อมูลจากผม</strong> นำมาจากเอกสารอ้างอิง ประวัติศาสตร์ จิตแพทย์ และ wikipedia ไม่ต้องกลัวว่าผมจะหลอก เพราะผมมีประสบการณ์ที่โดนและมีผลกระทบจากการที่คนรอบข้างมากระทำ และผมจะไม่ยอมให้สิ่งนี้ เบียดบังทำลายสังคมอันดีของพวกเราไป<br />
<em><strong>ปล. ถ้าอ่านแล้วคันไม้คันมืออยากด่าอีกแล้ว ให้ย้อนไปอ่านใหม่ตั้งแต่ต้นนะครับ</strong></em><br />
รอดูตอนต่อไปครับ<br />
อ้างอิง<br />
http://www.ngpgroup.com/forum/index.php?showtopic=1462<br />
http://en.wikipedia.org/wiki/Propaganda<br />
<a href="http://www.rdfamily.com/2010/06/propaganda-%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a-social-network-%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab/">ถ้าพร้อม อ่านตอนต่อไปได้เลย</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rdfamily.com/2010/06/%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b9%82%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%aa/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ตกลง เนส ธนดลเป็นไวรัสตับ หรือแพ้ยา หรืออะไรกันแน่</title>
		<link>http://www.rdfamily.com/2010/05/%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%87-%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%aa-%e0%b8%98%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%b1/</link>
		<comments>http://www.rdfamily.com/2010/05/%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%87-%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%aa-%e0%b8%98%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%b1/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 12 May 2010 07:54:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>

		<category><![CDATA[ตับอักเสบ]]></category>

		<category><![CDATA[เนส ธนดล]]></category>

		<category><![CDATA[ไวรัสขึ้นสมอง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rdfamily.com/?p=20</guid>
		<description><![CDATA[ที่เอาเรื่องนี้มาพูดเพราะยังไม่เคลียร์ กับข่าวการเสียชีวิตนักร้อง เนส ธนดล ถึงแม้ผมจะไม่รู้จัก แต่ก็อดยุ่งกับเรื่องชาวบ้านไม่ได้ ตามประสาหมอๆ ก็ไปค้นคว้าว่า อาจจะเกิดอะไรได้บ้าง ตอนแรกคิดว่าไวรัสขึ้นสมอง ซึ่งไปตามหาจาก journal ต่างๆ พบน้อยมาก อย่างดีก็แค่เส้นเลือดอักเสบในสมอง รักษาโดยการใช้ยากดภูมิคุ้มกัน ก็ดีขึ้น แต่ตับอักเสบ ถ้ารุนแรง และมีการทำลายตับมากจะเป็นข่ายของ hepatic encephalopathy ซึ่งก็ไม่น่าจะตายจากเรื่องสมอง น่าจะจากเรื่องตับมากกว่า แต่ที่ดุล่าสุด ไทยรัฐระบุ เสียชีวิตจากผลข้างเคียงของยา (อาจจะมีติดเชื้ออื่นแทรก) เพราะยากดภูมิคุ้มกันน่าดู น่าจะเป็นตามนั้น แต่อย่างไรก็ขอแสดงความเสียใจด้วยครับ ยังหนุ่มแท้ๆ
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ที่เอาเรื่องนี้มาพูดเพราะยังไม่เคลียร์ กับข่าวการเสียชีวิตนักร้อง เนส ธนดล ถึงแม้ผมจะไม่รู้จัก แต่ก็อดยุ่งกับเรื่องชาวบ้านไม่ได้ ตามประสาหมอๆ ก็ไปค้นคว้าว่า อาจจะเกิดอะไรได้บ้าง ตอนแรกคิดว่าไวรัสขึ้นสมอง ซึ่งไปตามหาจาก journal ต่างๆ พบน้อยมาก อย่างดีก็แค่เส้นเลือดอักเสบในสมอง รักษาโดยการใช้ยากดภูมิคุ้มกัน ก็ดีขึ้น แต่ตับอักเสบ ถ้ารุนแรง และมีการทำลายตับมากจะเป็นข่ายของ hepatic encephalopathy ซึ่งก็ไม่น่าจะตายจากเรื่องสมอง น่าจะจากเรื่องตับมากกว่า แต่ที่ดุล่าสุด ไทยรัฐระบุ เสียชีวิตจากผลข้างเคียงของยา (อาจจะมีติดเชื้ออื่นแทรก) เพราะยากดภูมิคุ้มกันน่าดู น่าจะเป็นตามนั้น แต่อย่างไรก็ขอแสดงความเสียใจด้วยครับ ยังหนุ่มแท้ๆ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rdfamily.com/2010/05/%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%87-%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%aa-%e0%b8%98%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%b1/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>เจอคนไข้เนื้องอกสมองแบบไม่มีอาการอีกแล้ว</title>
		<link>http://www.rdfamily.com/2009/12/%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%9a/</link>
		<comments>http://www.rdfamily.com/2009/12/%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%9a/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 26 Dec 2009 04:10:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ทำงาน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rdfamily.com/?p=18</guid>
		<description><![CDATA[ตั้งแต่ทำงานมา เจอเนื้องอก brain tumor ที่หลุดรอดสายตาไปหลายคน แต่อย่างไรก็ตามโชคดีที่มีปรากฎอาการเล็กๆให้สงสัย เช่น ปวดหัวแบบมากขึ้นเรื่อยๆ หรืออยู่ๆ ชัก ตอนอายุมาก หรือมีอาการมองเห็นภาซ้อน เป็นต้น
เมื่อวานก่อน ก็พบรายหนึ่ง มีเรื่องของพฤติกรรมเปลี่ยน ออกไปในทางเงียบ ซึม และตรวจดูมี frontal lobe signs เลยส่งคอมพิวเตอร์ พบว่า มีก้อนโตทีเดียวที่ left frontal
ลองถามเล่นๆ คนไข้ส่วนใหญ่ใช้โทรศัพท์มือถือนานๆทั้งนั้น
ก่อนจบวันนี้ แนะนำเว็บสำหรับ fooball shirts เสื้อไง football shirt 
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ตั้งแต่ทำงานมา เจอเนื้องอก brain tumor ที่หลุดรอดสายตาไปหลายคน แต่อย่างไรก็ตามโชคดีที่มีปรากฎอาการเล็กๆให้สงสัย เช่น ปวดหัวแบบมากขึ้นเรื่อยๆ หรืออยู่ๆ ชัก ตอนอายุมาก หรือมีอาการมองเห็นภาซ้อน เป็นต้น</p>
<p>เมื่อวานก่อน ก็พบรายหนึ่ง มีเรื่องของพฤติกรรมเปลี่ยน ออกไปในทางเงียบ ซึม และตรวจดูมี frontal lobe signs เลยส่งคอมพิวเตอร์ พบว่า มีก้อนโตทีเดียวที่ left frontal</p>
<p>ลองถามเล่นๆ คนไข้ส่วนใหญ่ใช้โทรศัพท์มือถือนานๆทั้งนั้น</p>
<p>ก่อนจบวันนี้ แนะนำเว็บสำหรับ fooball shirts เสื้อไง<span class="Apple-converted-space"> </span><a style="color: #1177aa; text-decoration: underline;" href="http://www.thefootballshirt.com/" target="_blank"><span style="font-size: small; color: #1177aa;">football shirt<span class="Apple-converted-space"> </span></span></a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rdfamily.com/2009/12/%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%9a/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>เป็นอีกเดือนที่ยุ่งมากมาย</title>
		<link>http://www.rdfamily.com/2009/12/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81/</link>
		<comments>http://www.rdfamily.com/2009/12/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 08 Dec 2009 07:18:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>

		<category><![CDATA[ทำงาน]]></category>

		<category><![CDATA[บ้าน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rdfamily.com/?p=15</guid>
		<description><![CDATA[เดือนธันวาคมอีกแล้ว เป็นอีกเดือนที่ยุ่งยากมากมายสำหรับเรา เนื่องจาก อย่างที่รู้ ทุกอย่างมันมาสรุปกันที่เดือนนี้ แถมเรายังต้องมีภาระ ทำงานหนักเป็นสองเท่า เนื่องจากหน้าไฮของพัทยา งานล้นๆมือรอ แถมวันหยุดยาวอีกหลายวัน ต่อเนื่องไปจนปีหน้า
เว็บนี้ก็เช่นกัน ต้องขยับเอามาอยู่ที่นี่พร้อมกับสิ่งที่เรียกมาคืนไม่ได้ คือบทความเก่า ๆ ต้องขอแรงเพื่อนแอดมิน ช่วยกู้ข้อมูลมาให้ใหม่ เหนื่อยนะ
มาถึงเรื่องสุขภาพกันบ้าง อย่างที่ทราบครับ ไข้หวัดใหญ่ 2009 เข้าใจว่ากำลังคลานเข้ามาอย่างเงียบๆ ไม่ต้องเรียก เดี๋ยวมันมาเอง ตอนนี้ได้แต่ต้องป้องกันตัวเอง กินร้อน ผูกจมูกปากเวลาตรวจคนไข้ ล้างมือบ่อยๆ
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เดือนธันวาคมอีกแล้ว เป็นอีกเดือนที่ยุ่งยากมากมายสำหรับเรา เนื่องจาก อย่างที่รู้ ทุกอย่างมันมาสรุปกันที่เดือนนี้ แถมเรายังต้องมีภาระ ทำงานหนักเป็นสองเท่า เนื่องจากหน้าไฮของพัทยา งานล้นๆมือรอ แถมวันหยุดยาวอีกหลายวัน ต่อเนื่องไปจนปีหน้า</p>
<p>เว็บนี้ก็เช่นกัน ต้องขยับเอามาอยู่ที่นี่พร้อมกับสิ่งที่เรียกมาคืนไม่ได้ คือบทความเก่า ๆ ต้องขอแรงเพื่อนแอดมิน ช่วยกู้ข้อมูลมาให้ใหม่ เหนื่อยนะ</p>
<p>มาถึงเรื่องสุขภาพกันบ้าง อย่างที่ทราบครับ ไข้หวัดใหญ่ 2009 เข้าใจว่ากำลังคลานเข้ามาอย่างเงียบๆ ไม่ต้องเรียก เดี๋ยวมันมาเอง ตอนนี้ได้แต่ต้องป้องกันตัวเอง กินร้อน ผูกจมูกปากเวลาตรวจคนไข้ ล้างมือบ่อยๆ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rdfamily.com/2009/12/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>เรื่องเล่าของในหลวง ทรงพระเจริญ</title>
		<link>http://www.rdfamily.com/2009/12/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87-%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://www.rdfamily.com/2009/12/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87-%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 04 Dec 2009 02:53:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[พ่อหลวง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rdfamily.com/?p=13</guid>
		<description><![CDATA[ย้อนไปเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2538  เป็นวันที่ทวยราษฎร์ต้องเศร้าโศกเสียใจอย่างที่สุด
เพราะเป็นวันสวรรคตของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี &#8220;สมเด็จย่า&#8221;  อันเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย
และในวันที่ 18 กรกฎาคม ของทุกปี ถือเป็น  &#8220;วันศรีนครินทร์&#8221; ซึ่งพสกนิกรชาวไทย
ต่างน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์
เพื่อรำลึกถึงพระองค์ มติชน ขอนำเสนอ เรื่องราวดีๆ บันทึกไว้ในหนังสือ  &#8220;หยุดความเลวที่&#8230;ไล่ล่าคุณ&#8221;
ของ พ.อ.(พิเศษ)ทองคำ ศรีโยธิน  ที่ได้บรรยายถึงความประทับใจที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงปฏิบัติต่อสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
ในหนังสือว่า&#8230;หลังงานพระบรมศพสมเด็จย่าเสร็จสิ้นลงแล้ว  ราชเลขาฯของสมเด็จย่ามาแถลงในที่ประชุม
ต่อหน้าสื่อมวลชนว่า  ก่อนสมเด็จย่าจะสิ้นพระชนม์ปีเศษ ตอนนั้นอายุ 93
ในหลวงเสด็จจากวังสวนจิตรไปวังสระปทุมตอนเย็นทุกวัน
ไปทำไมครับ?
ไปกินข้าวกับแม่ ไปคุยกับแม่ ไปทำให้แม่ชุ่มชื่นหัวใจ พอเขาแถลงถึงตรงนี้  อาจารย์ตกตะลึง โอ้โห! ขนาดนี้เชียวหรือ
ในหลวงของเรา  เสด็จไปกินข้าวมื้อเย็นกับแม่ สัปดาห์ละกี่วัน&#8230;ทราบไหมครับ?
5 วัน
มีใครบ้างครับ? ที่อยู่คนละบ้านกับแม่ แล้วไปกินข้าวกับแม่สัปดาห์ละ 5 วัน  หายาก&#8230;
ในหลวงมีโครงการเป็นร้อยเป็นพันโครงการ  มีเวลาไปกินข้าวกับแม่สัปดาห์ละ 5 วัน
พวกเรา ซี 7 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ย้อนไปเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2538  เป็นวันที่ทวยราษฎร์ต้องเศร้าโศกเสียใจอย่างที่สุด<br />
เพราะเป็นวันสวรรคตของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี &#8220;สมเด็จย่า&#8221;  อันเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย<br />
และในวันที่ 18 กรกฎาคม ของทุกปี ถือเป็น  &#8220;วันศรีนครินทร์&#8221; ซึ่งพสกนิกรชาวไทย<br />
ต่างน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์</p>
<p>เพื่อรำลึกถึงพระองค์ มติชน ขอนำเสนอ เรื่องราวดีๆ บันทึกไว้ในหนังสือ  &#8220;หยุดความเลวที่&#8230;ไล่ล่าคุณ&#8221;<br />
ของ พ.อ.(พิเศษ)ทองคำ ศรีโยธิน  ที่ได้บรรยายถึงความประทับใจที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว<br />
ทรงปฏิบัติต่อสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี</p>
<p>ในหนังสือว่า&#8230;หลังงานพระบรมศพสมเด็จย่าเสร็จสิ้นลงแล้ว  ราชเลขาฯของสมเด็จย่ามาแถลงในที่ประชุม<br />
ต่อหน้าสื่อมวลชนว่า  ก่อนสมเด็จย่าจะสิ้นพระชนม์ปีเศษ ตอนนั้นอายุ 93<br />
ในหลวงเสด็จจากวังสวนจิตรไปวังสระปทุมตอนเย็นทุกวัน</p>
<p>ไปทำไมครับ?</p>
<p>ไปกินข้าวกับแม่ ไปคุยกับแม่ ไปทำให้แม่ชุ่มชื่นหัวใจ พอเขาแถลงถึงตรงนี้  อาจารย์ตกตะลึง โอ้โห! ขนาดนี้เชียวหรือ<br />
ในหลวงของเรา  เสด็จไปกินข้าวมื้อเย็นกับแม่ สัปดาห์ละกี่วัน&#8230;ทราบไหมครับ?</p>
<p>5 วัน</p>
<p>มีใครบ้างครับ? ที่อยู่คนละบ้านกับแม่ แล้วไปกินข้าวกับแม่สัปดาห์ละ 5 วัน  หายาก&#8230;</p>
<p>ในหลวงมีโครงการเป็นร้อยเป็นพันโครงการ  มีเวลาไปกินข้าวกับแม่สัปดาห์ละ 5 วัน<br />
พวกเรา ซี 7 ซี 8 ซี 9 ร้อยเอก พลตรี  อธิบดี ปลัดกระทรวง ไม่เคยไปกินข้าวกับแม่<br />
บอกว่างานยุ่ง  แม่บอกว่าให้พาไปกินข้าวหน่อย บอกว่าไม่มีเวลา จะไปตีกอล์ฟ</p>
<p>ทุกครั้งที่ในหลวงไปหาสมเด็จย่า ในหลวงต้องเข้าไปกราบที่ตัก<br />
แล้วสมเด็จย่าก็จะดึงตัวในหลวงเข้ามากอด กอดเสร็จก็หอมแก้ม</p>
<p>ตอนสมเด็จย่าหอมแก้มในหลวง อาจารย์คิดว่าแก้มในหลวงคงไม่หอมเท่าไร<br />
เพราะไม่ได้ใส่น้ำหอม    แต่ทำไมสมเด็จย่าหอมแล้วชื่นใจ</p>
<p>เพราะท่านได้กลิ่นหอมจากหัวใจในหลวง หอมกลิ่นกตัญญู  ไม่นึกเลยว่าลูกคนนี้จะกตัญญูขนาดนี้<br />
จะรักแม่มากขนาดนี้ ตัวแม่เองคือสมเด็จย่า  ไม่ได้เป็นเชื้อพระวงศ์ เป็นคนธรรมดาสามัญชน<br />
เป็นเด็กหญิงสังวาลย์  เกิดหลังวัดอนงค์เหมือนเด็กหญิงทั่วไป เหมือนพวกเราทุกคนในที่นี้<br />
ในหลวงหน่ะ&#8230;เกิดมา เป็นพระองค์เจ้า เป็นลูกเจ้าฟ้า ปัจจุบันเป็นกษัตริย์  เป็นพระเจ้าแผ่นดินอยู่เหนือหัว<br />
แต่ในหลวงที่เป็นพระเจ้าแผ่นดิน  ก้มลงกราบคนธรรมดา&#8230;ที่เป็นแม่ หัวใจลูกที่เคารพแม่<br />
กตัญญูกับแม่อย่างนี้  หาไม่ได้อีกแล้ว</p>
<p>คนบางคน พอเป็นใหญ่เป็นโต ไม่กล้าไหว้แม่  เพราะแม่มาจากเบื้องต่ำ เป็นชาวนา เป็นลูกจ้าง<br />
ไม่เคารพแม่ ดูถูกแม่  แต่นี่ในหลวงเทิดแม่ไว้เหนือหัว</p>
<p>นี่แหละครับความหอม  นี่คือเหตุที่สมเด็จย่าหอมแก้มในหลวงทุกครั้ง ท่านหอมความดี<br />
หอมคุณธรรม  หอมความกตัญญูของในหลวง   หอมแก้มเสร็จแล้วก็ร่วมโต๊ะเสวย</p>
<p>&#8230;มีอยู่เรื่องหนึ่งที่จำได้แม่น สมเด็จย่าเล่าว่า ตอนเรียนหนังสือที่สวิส  ในหลวงยังเล็กอยู่<br />
เข้ามาบอกว่า อยากได้รถจักรยาน เพื่อนๆ เขามีจักรยานกัน  แม่บอกว่า ลูกอยากได้จักรยาน<br />
ลูกก็เก็บสตางค์ที่แม่ให้ไปกินที่โรงเรียนไว้สิ  เก็บมาหยอดกระปุกวันละเหรียญ สองเหรียญ<br />
พอได้มากพอ ก็เอาไปซื้อจักรยาน</p>
<p>&#8230;พอถึงวันปีใหม่ สมเด็จย่าก็บอกว่า &#8220;ปีใหม่แล้ว เราไปซื้อจักรยานกัน  เอ้าะกระปุก&#8230;ดูซิว่ามีเงินเท่าไร?&#8221;</p>
<p>เสร็จแล้วสมเด็จย่าก็แถมให้  ส่วนที่แถมนะ มากกว่าเงินที่มีในกระปุกอีก มีเมตตาให้เงินลูก ให้ไม่ได้ให้เปล่า<br />
สอนลูกด้วย สอนให้ประหยัด  สอนว่าอยากได้อะไร ต้องเริ่มจากตัวเรา  คำสอนนั้นติดตัวในหลวงมาจนทุกวันนี้<br />
เขาบอกว่าในสวนจิตรเนี่ย&#8230;คนที่ประหยัดที่สุดคือในหลวง</p>
<p>&#8230;คราวหนึ่งในหลวงป่วย  สมเด็จย่าก็ป่วย ไปอยู่ศิริราชด้วยกัน แต่อยู่คนละมุมตึก<br />
ตอนเช้าในหลวงเปิดประตู แอ๊ด&#8230;ออกมา   พยาบาลกำลังเข็นรถสมเด็จย่าออกมารับลมผ่านหน้าห้องพอดี<br />
ในหลวงพอเห็นแม่  รีบออกจากห้องมาแย่งพยาบาลเข็นรถ  มหาดเล็กกราบทูลว่า ไม่เป็นไร ไม่ต้องเข็น<br />
มีพยาบาลเข็นให้อยู่แล้ว ในหลวงมีรับสั่งว่าแม่ของเรา ทำไมต้องให้คนอื่นเข็น  เราเข็นเองได้<br />
นี่ขนาดเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เป็นกษัตริย์ ยังมาเดินเข็นรถให้แม่  ยังมาป้อนข้าว ป้อนน้ำให้แม่ ป้อนยาให้แม่<br />
ให้ความอบอุ่นแก่แม่ เลี้ยงหัวใจแม่    ยอดเยี่ยมจริงๆ  เห็นภาพนี้แล้วซาบซึ้ง&#8230;</p>
<p>&#8230;ในหลวงเฝ้าสมเด็จย่าอยู่จนถึงตี 4 ตี 5  เฝ้าแม่อยู่ทั้งคืน จับมือแม่ กอดแม่ ปรนนิบัติแม่ จนกระทั่ง &#8220;แม่หลับ&#8230;&#8221;<br />
จึงเสด็จกลับ   พอไปถึงวัง เขาโทรศัพท์มาแจ้งว่า สมเด็จย่าสิ้นพระชนม์  ในหลวงรีบเสด็จกลับไปศิริราช<br />
เห็นสมเด็จย่านอนหลับตาอยู่บนเตียง   ในหลวงตรงเข้าไปคุกเข่า กราบลงที่หน้าอกแม่<br />
พระพักตร์ในหลวงตรงกับหัวใจแม่     &#8220;ขอหอมหัวใจแม่เป็นครั้งสุดท้าย&#8221;</p>
<p>ซบหน้านิ่งอยู่นาน แล้วค่อยๆ  เงยพระพักตร์ขึ้น  น้ำพระเนตรไหลนอง</p>
<p>ต่อไปนี้&#8230;.จะไม่มีแม่ให้หอมอีกแล้ว</p>
<p>เอามือกุมมือแม่ไว้  มือนิ่มๆ ที่ไกวเปลนี้แหละ ที่ปั้นลูกจนได้เป็นกษัตริย์<br />
เป็นที่รักของคนทั้งบ้านทั้งเมือง    ชีวิตลูก แม่ปั้น</p>
<p>มองเห็นหวี  ปักอยู่ที่ผมแม่ ในหลวงจับหวี ค่อยๆ หวีผมให้แม่ หวี&#8230;หวี&#8230;หวี&#8230;หวี  ให้แม่สวยที่สุด<br />
แต่งตัวให้แม่ ให้แม่สวยที่สุด ในวันสุดท้ายของแม่&#8230;</p>
<p>เป็นภาพที่ประทับใจอาจารย์ที่สุด&#8230;เป็นสุดยอดของลูกกตัญญู&#8230;หาที่เปรียบไม่ได้อีกแล้ว</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rdfamily.com/2009/12/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87-%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>บ้านนอกเข้ากรุง กับการประชุม ECAA</title>
		<link>http://www.rdfamily.com/2009/12/%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b/</link>
		<comments>http://www.rdfamily.com/2009/12/%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 03 Dec 2009 03:59:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ทำงาน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rdfamily.com/?p=11</guid>
		<description><![CDATA[สองสามวันที่ผ่านมานี้ ได้ไปเปิดหูเปิดตา กับการประชุมระดับนานาชาติ ECAA หรือ Eurasian Congress in Aesthetic &#38; Antiaging หรือการประชุมเอเชียยุโรป เกี่ยวกับแพทย์ความงามและแอนตี้เอจจิ้ง(ชะลอความแก่ ผมนึกคำไม่ออก) ที่เซ็นทรัลเวิร์ล ปทุมวัน
มาวันแรกได้เรื่องเลยครับ เพราะเงอะเงิ่น ขับไม่ดูตาม้าตาเรือ เลยสวนวันเวย์ซะงั้น เจอคุณตำรวจขับมอเตอร์ไซค์มาเทียบ
“ขอดูใบขับขี่หน่อยครับ”
“เออ โทษครับ ผมเป็นหมอเข้ามาประชุม ไม่เคยเข้า กทม. ไม่ทราบว่าห้ามสวน ผมเห็นรถตู้เข้ามาได้ เลยตามมา”
“ขอดูบัตรราชการหน่อย” ตร.ถาม พลางมองดูรอบๆ ในใจคงคิด เอ หมออะไรว่ะ ทำไมขี่รถกระบะ
“นี่ครับ” “คุณตร. ขอความเห็นใจหน่อยครับ นานๆเข้ามาที กำลังรีบ”
“เอาๆไปๆ พลางกวักมือบอกไปได้” เฮ่อ โล่งอก
เลยเอารถไปจอด ห้างเซ็นทรัล เวิร์ล ใต้ดินตอนนั้นเช้ามาก ไม่มีรถเท่าไร
การประชุม เข้มข้น แต่รู้สึกว่า คนที่เข้าก็เป็นคนเดิมๆ ครับ เจอ อ.พันธ์ศักดิ์(เว็บ คลินิครัก) อ.จุลินทร์ อ.อรวรรณ และอ.ดังๆ ทั่วฟ้าเมืองไทย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span class="Apple-style-span" style="word-spacing: 0px; font: medium tahoma; text-transform: none; color: #000000; text-indent: 0px; white-space: normal; letter-spacing: normal; border-collapse: separate; orphans: 2; widows: 2; -webkit-border-horizontal-spacing: 0px; -webkit-border-vertical-spacing: 0px; -webkit-text-decorations-in-effect: none; -webkit-text-size-adjust: auto; -webkit-text-stroke-width: 0px;"><span class="Apple-style-span" style="font-size: 12px; color: #5a5a4b; font-family: 'Lucida Grande', Geneva, Arial, Verdana, sans-serif; text-align: left;">สองสามวันที่ผ่านมานี้ ได้ไปเปิดหูเปิดตา กับการประชุมระดับนานาชาติ ECAA หรือ Eurasian Congress in Aesthetic &amp; Antiaging หรือการประชุมเอเชียยุโรป เกี่ยวกับแพทย์ความงามและแอนตี้เอจจิ้ง(ชะลอความแก่ ผมนึกคำไม่ออก) ที่เซ็นทรัลเวิร์ล ปทุมวัน</p>
<p>มาวันแรกได้เรื่องเลยครับ เพราะเงอะเงิ่น ขับไม่ดูตาม้าตาเรือ เลยสวนวันเวย์ซะงั้น เจอคุณตำรวจขับมอเตอร์ไซค์มาเทียบ</p>
<p>“ขอดูใบขับขี่หน่อยครับ”</p>
<p>“เออ โทษครับ ผมเป็นหมอเข้ามาประชุม ไม่เคยเข้า กทม. ไม่ทราบว่าห้ามสวน ผมเห็นรถตู้เข้ามาได้ เลยตามมา”</p>
<p>“ขอดูบัตรราชการหน่อย” ตร.ถาม พลางมองดูรอบๆ ในใจคงคิด เอ หมออะไรว่ะ ทำไมขี่รถกระบะ</p>
<p>“นี่ครับ” “คุณตร. ขอความเห็นใจหน่อยครับ นานๆเข้ามาที กำลังรีบ”</p>
<p>“เอาๆไปๆ พลางกวักมือบอกไปได้” เฮ่อ โล่งอก</p>
<p>เลยเอารถไปจอด ห้างเซ็นทรัล เวิร์ล ใต้ดินตอนนั้นเช้ามาก ไม่มีรถเท่าไร</p>
<p>การประชุม เข้มข้น แต่รู้สึกว่า คนที่เข้าก็เป็นคนเดิมๆ ครับ เจอ อ.พันธ์ศักดิ์(เว็บ คลินิครัก) อ.จุลินทร์ อ.อรวรรณ และอ.ดังๆ ทั่วฟ้าเมืองไทย และเอเชีย ก็ prof.Joyce ,prof Goh ,prof. Tan (เจอทุกงานครับ) อ.นิวัติ</p>
<p>เดี๋ยวในเว็บข่าว จะเอาผลงานของแพทย์ที่ทำทางด้านนี้ มาลงให้ครับ</p>
<p> </p>
<p>prof. Joyce สิงคโปร์</p>
<p> </p>
<p>ในงานมีบริษัทมาออกงานเยอะมาก ทั้งเครื่องเลเซอร์ และอุปกรณ์ รวมถึงพวกเกี่ยวกับ วัยเวช antiaging เช่น เมโสเธอราพี ฮอร์โมน พวก DHEA กลูต้าไธโอน</p>
<p>ขากลับ ลงมาข้างล่าง ที่จอดรถ โห รถกระบะเก่าๆของเรา อยู่ท่ามกลางรถหรู เบนซ์ รถสปอร์ต บีเอ็ม เพียบ กลายเป็นดาวเด่นประจำที่จอดรถทันที ขำๆ ไปเดินชอปปิ้งห้าง paragon พนักงาน แทบไม่แยแส เนื่องจากแต่งตัว บ้านนอกเก่าๆ นี่แหละ ถามอะไรไม่ตอบ เลยเดินไปแถวแผงน้ำหอม พวกนี้สนใจฝรั่งหรือคนแต่งตัวดีๆหมด เลยบอกสะกิดน้องคนนึงว่า เอาอันนี้ ชี้ไป Ralph Lauren ขวดละ 3000 แล้วควักvisaพลาตินัมสามอัน กรุงเทพ กสิกร ไทยพาณิชย์ บอก เอาอันไหนดีจ่าย อืมคิดดูอีกที ผมจ่ายสดดีกว่า ควักเงินจากคลินิคที่ขยุ้มแบ๊งค์พันเป็นก้อนๆ ออกมาแงะๆออกมาสามใบ “ห่อของขวัญด้วยนะ จะเอาไปให้ลูก”</p>
<p>หลังจากนั้น ทุกแผงน้ำหอม เครื่องสำอาง ฯลฯ แถวนั้น ตามติด เอาอะไรอีกไหมพี่ ๆ ๆ ๆๆ</p>
<p>(ผมคิดว่าผมตัดสินใจถูกว่าจะไม่ไปอยู่ กทม.นะ <span class="Apple-converted-space"> </span><img class="wp-smiley" src="http://www.rdfamily.com/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif" alt=":)" /><span class="Apple-converted-space"> </span>)</p>
<p></span></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rdfamily.com/2009/12/%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>hi5 twitter แล้วต่อไปล่ะ?อวสานของจดหมายรัก</title>
		<link>http://www.rdfamily.com/2009/12/hi5-twitter-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%84%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%a7%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://www.rdfamily.com/2009/12/hi5-twitter-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%84%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%a7%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 03 Dec 2009 02:57:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ทำงาน]]></category>

		<category><![CDATA[บ้าน]]></category>

		<category><![CDATA[hi5]]></category>

		<category><![CDATA[twitter]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rdfamily.com/?p=5</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อก่อนจำได้ กว่าจะติดต่อใครได้สักคน ต้องส่งจดหมายไปหา เขียนบรรยายความรู้สึก ส่งต่อ โหหวานจ๋อย ยังจำได้ดี สมุดโนตตั้งแต่ยังเรียนยังสอดซองจดหมายโรแมนติกนี้อยู่
นั่นเป็นเรื่องราวของเกือบ อุ๊ฟฟ์ เกือบเผยอายุไป 555 วัยรุ่นวุ่นวาย ที่ยังมีความรัก
ปัจจุบัน รุ่นลูก พอจะให้เขียนจดหมาย มันบอกว่า พ่อเชยแหลก หนูเขียนไม่เป็นไม่รู้จักหรอก เขียนได้แต่ email twitter facebook hi5 เขาจีบกันเขาก็ผ่านทางนี้แป๊บเดียวรู้จักสนิทสนม ห้องแชตก็มี msn เห็นหน้าเลย เลยรำพัน”จดหมายน่าจะสูญพันธ์ตามโทรเลขไป”
เออ เอาเข้าไป หันมามองดู เอ ถ้าอีกสักสิบปี ในเวลาเท่าๆกัน ลูกเราจะมารำพึงรำพันเหมือนเรารำพันไหม “อะไรจะมาแทนที่hi5 facebook twitter”หนอ

 
 

]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div><span class="Apple-style-span" style="font-size: medium; word-spacing: 0px; text-transform: none; color: #000000; text-indent: 0px; font-family: tahoma; white-space: normal; letter-spacing: normal; border-collapse: separate; orphans: 2; widows: 2; -webkit-border-horizontal-spacing: 0px; -webkit-border-vertical-spacing: 0px; -webkit-text-decorations-in-effect: none; -webkit-text-size-adjust: auto; -webkit-text-stroke-width: 0px;"><span class="Apple-style-span" style="font-size: 12px; color: #5a5a4b; font-family: 'Lucida Grande', Geneva, Arial, Verdana, sans-serif; text-align: left;">เมื่อก่อนจำได้ กว่าจะติดต่อใครได้สักคน ต้องส่งจดหมายไปหา เขียนบรรยายความรู้สึก ส่งต่อ โหหวานจ๋อย ยังจำได้ดี สมุดโนตตั้งแต่ยังเรียนยังสอดซองจดหมายโรแมนติกนี้อยู่</span></span></div>
<div><span class="Apple-style-span" style="font-size: medium; word-spacing: 0px; text-transform: none; color: #000000; text-indent: 0px; font-family: tahoma; white-space: normal; letter-spacing: normal; border-collapse: separate; orphans: 2; widows: 2; -webkit-border-horizontal-spacing: 0px; -webkit-border-vertical-spacing: 0px; -webkit-text-decorations-in-effect: none; -webkit-text-size-adjust: auto; -webkit-text-stroke-width: 0px;"><span class="Apple-style-span" style="font-size: 12px; color: #5a5a4b; font-family: 'Lucida Grande', Geneva, Arial, Verdana, sans-serif; text-align: left;">นั่นเป็นเรื่องราวของเกือบ อุ๊ฟฟ์ เกือบเผยอายุไป 555 วัยรุ่นวุ่นวาย ที่ยังมีความรัก</span></span></div>
<p><span class="Apple-style-span" style="font-size: medium; word-spacing: 0px; text-transform: none; color: #000000; text-indent: 0px; font-family: tahoma; white-space: normal; letter-spacing: normal; border-collapse: separate; orphans: 2; widows: 2; -webkit-border-horizontal-spacing: 0px; -webkit-border-vertical-spacing: 0px; -webkit-text-decorations-in-effect: none; -webkit-text-size-adjust: auto; -webkit-text-stroke-width: 0px;"><span class="Apple-style-span" style="font-size: 12px; color: #5a5a4b; font-family: 'Lucida Grande', Geneva, Arial, Verdana, sans-serif; text-align: left;">ปัจจุบัน รุ่นลูก พอจะให้เขียนจดหมาย มันบอกว่า พ่อเชยแหลก หนูเขียนไม่เป็นไม่รู้จักหรอก เขียนได้แต่ email twitter facebook hi5 เขาจีบกันเขาก็ผ่านทางนี้แป๊บเดียวรู้จักสนิทสนม ห้องแชตก็มี msn เห็นหน้าเลย เลยรำพัน”จดหมายน่าจะสูญพันธ์ตามโทรเลขไป”</p>
<p>เออ เอาเข้าไป หันมามองดู เอ ถ้าอีกสักสิบปี ในเวลาเท่าๆกัน ลูกเราจะมารำพึงรำพันเหมือนเรารำพันไหม “อะไรจะมาแทนที่hi5 facebook twitter”หนอ</p>
<p><a style="color: #1177aa; text-decoration: underline;" href="http://www.thefootballshirt.com/" target="_blank"><span style="font-size: small; color: #1177aa;"></span></a></p>
<p> </p>
<p> </p>
<p></span></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rdfamily.com/2009/12/hi5-twitter-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%84%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%a7%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ย้ายบ้านใหม่ครับ!</title>
		<link>http://www.rdfamily.com/2009/12/%e0%b8%a2%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a/</link>
		<comments>http://www.rdfamily.com/2009/12/%e0%b8%a2%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 02 Dec 2009 12:59:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ทั่วไป]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rdfamily.com/?p=3</guid>
		<description><![CDATA[RD family ย้ายบ้านใหม่ กำลังเก็บกวาด มากมายครับผม รอสักครู่
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>RD family ย้ายบ้านใหม่ กำลังเก็บกวาด มากมายครับผม รอสักครู่</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rdfamily.com/2009/12/%e0%b8%a2%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
	</channel>
</rss>
