home |game

สิ่งมีชีวิต ในดินแดนที่ขาดแคลน

August 24th, 2008 by admin

วันนี้เอาจดหมายของน้องหมอ ในจังหวัดน. ไม่ตัดถ้อยคำแต่อย่างใด แต่อยากจะให้ทุกคนได้รับเอาความรู้สึกนั้นๆไปครับ

หนูจบแพทย์ปี  50    จากมหาวิทยาลัยนเรศวร    กลับมาใช้ทุนรพ น.  1 ปี  เป็นการใช้ทุนที่เหนื่อยมาก   ไม่ได้พักผ่อน   ไม่ได้ไปไหน  ไม่เคยมีใครได้ไปเที่ยวต่างจังหวัด   แค่กลับบ้านได้ก็ดีมากแล้ว   ทุกวันทำงานเป็นเครื่องจักร      กิน นอน  อาบน้ำ  ล้างหน้า  แปรงฟัน  สระผม    ไดร์ผม  แต่งหน้า  เปลี่ยนเสื้อผ้า  โทรศัพท์คุยกับครอบครัว   ชาร์ทแบตมือถือ   ดูทีวี   ทำกับข้าว  ทั้งหมดนี้ทำที่ห้องพักแพทย์
 
เหมือนเป็นบ้านหลังที่หนึ่ง   ใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบและต้องตื่นตัวตลอด  อยู่ OT ไม่ต่ำกว่า 30  เวรต่อเดือน (เวรละ 8 ชม )  มีชีวิตอยู่ที่ห้องพักแพทย์ 90 %  ของเวลาในชีวิต     ทำงานทุกวันเพื่อคนอื่น  แต่ไม่เคยได้ดูแลตัวเอง  ไม่ได้ทำกิจกรรมที่มนุษย์คนอื่นเขาทำกัน
 
คำถามที่หมอ intern 1 มีขึ้นทุกคนคือ  ทำไมฉันถึงมีชีวิตแบบนี้   คำตอบที่เป็นมาตลอดหลายปีของจังหวัด น. คือหมอไม่พอ    ทำไมมันถึงไม่พอสักที    ทำไมหมอที่มาturn จังหวัด น. ถึงไม่อยู่จังหวัด น.  บางคนขอทุนแล้วไม่กลับมาใช้ทุน  ทำไมHuh?
 
หลังจากทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อยตลอด 1 ปี  มีความทรงจำว่า  ได้ทำงานหนักเหนื่อยมากจริงๆ  แต่เราต้องอดทน  (แพทย์ถูกสอนมาให้เป็นหมอต้องมีความรับผิดชอบและหมอต้องอดทน)    ทำงานที่หนัก เสี่ยงถูกฟ้อง  แต่ได้ค่าแรงน้อยกว่าแรงงานขั้นต่ำ    แม้ทำงานในจังหวัด น.แต่จำนวนการกลับบ้านเหมือนทำงานอยู่ต่างจังหวัดอันแสนไกล  
 
แต่ข้อดีของ รพ.น.ก็มีหลายอย่าง  รพ.น.ได้ความรู้  ให้ทักษะ  ความมั่นใจ ในการดูแลคนไข้ในรพช     มี staff ที่สนิทสนมกับน้องๆดี   สามารถให้คำปรึกษาได้โดยไม่กลัว(มาก)    สามารถปรึกษาได้ง่าย  ได้ตลอด  เมื่อมีคำถามที่สงสัย  
 
 พี่staff จะสอนให้อย่างดี   ติดตามcase ที่ดูแลร่วมกัน   เมื่อเกิดความผิดพลาดพี่staff จะ feedback กลับมาว่าควรทำอย่างไร    เป็นประโยชนทำให้ไม่ทำพลาดอีก   ที่เราเจอกันง่ายขนาดนี้เพราะส่วนใหญ่staff และน้องๆจะเจอกันในห้องพักแพทย์     กินข้าวเที่ยงด้วยกัน   นอนในห้องพักแพทย์เดียวกัน    
 
ข้อดีอีกข้อคือ  หมอในจังหวัด น.จะรู้จักกันหมด   เมื่อน้องใหม่เข้ามาจะได้รับความสนใจจากพี่ๆ   มีกิจกรรมเข้าค่ายรับน้อง 1 เดือน  ทำให้พี่ๆได้มีโอกาสรู้จักน้องๆ  รู้จักนิสัยของน้องแต่ละคนมากขึ้น    พี่ส่วนใหญ่  รวมทั้ง staff  จะรู้จักชื่อเล่นของน้อง  และเรียกชื่อเล่นของน้อง   ทำให้ลักษณะของหมอเมือง น. มีความเป็นพี่เป็นน้องกัน  
 
ซึ่งเป็นเหตุผลที่ดีอันหนึ่งที่ทำให้ intern 1 น้อยๆ  มีชีวิตต่อไปเป็น intern 2 ในอนาคต
 
หลังจากชีวิต intern 1 ผ่านไป  โดยไม่มีความทรงจำอื่นใด  นอกจากการมีชีวิตในห้องพักแพทย์และอาณาเขตรพ น.    การเริ่มต้นของ intern 2  ในรพชเริ่มขึ้นโดยการเป็นผู้อำนวยการ รพ 30 เตียง   ซึ่งเป็นธรรมชาติของจังหวัด น.ที่จะมีหมอ intern เป็นผู้อำนวยการ  8 ใน 12  รพของจังหวัด น.  
 
โดยทั่วไปรพ 30 เตียง  ต้องมีแพทย์ประจำ 2-3 คน  แต่ปีนี้มีแพทย์ประจำ 1.5 คน   ความลำบากของหมอน้อยและหมอใหญ่ที่อยู่ในคนเดียวกันก็ค่อยๆมีมากขึ้นเรื่อยๆ    เริ่มจากการเป็นผู้อำนวยการ ที่มีงานบริหารมากมาย  มีงานที่ต้องตัดสินใจ  เป็นงานที่ต้องใช้ประสบการณ์  และความมีอาวุโส  ซึ่งหมอน้อยไม่มี  ไม่ได้มีการเรียนการสอนมาก่อน    
 
แต่งานในรพจะต้องดำเนินต่อไป   ผลักดันให้หมอน้อยต้องก้าวไปข้างหน้าให้ได้  ส่งผลให้เกิดความเครียด   รู้สึกว่าทำคนเดียวไม่ไหว  ไม่รู้จะไปทางไหน   ทั้งที่ปัญหาการบริหารยังไม่จบก็มีปัญหาใหม่  คำตอบเดิมคือหมอไม่พอ  
 
ทำให้  6 เดือน ต้องทำงานทั้งบริหารและบริการอยู่คนเดียว    Round ward คนเดียว  ,  ออก OPDคนเดียว  , ดูแลห้องคลอด คนเดียว  , ANC ตรวจ US ฝากครรภ์ คนเดียว  , ดูแลcase ฉุกเฉินใน ER คนเดียว  ,ทำหัตถการ OR minor คนเดียว,  ทำหมัน คนเดียว ,  ขูดมดลูก คนเดียว  ดูแลงานคุณภาพ  รวมทั้งดูแลการบริหารด้วยในเวลาเดียวกัน   นอกจากนี้ยังมีปัญหามากมายซึ่งคนที่ไม่เคยเป็นผู้อำนวยการไม่สามารถที่จะเข้ าใจได้    
 
ปัญหามากมายนี้เคยมีคนหนึ่งพูดว่า   ปัญหาเหล่านี้เป็นเพราะเราสร้างขึ้นมาเหรอ   ทำไมคนที่รับภาระปัญหาต้องเป็นเรา     ทำไมเราต้องรับปัญหาโดยที่เราไม่ได้เป็นผู้สร้างด้วย  เหมือนหาเรื่องใส่ตัว  ไม่รู้จะทนไปเพื่ออะไร  เพื่อใคร  ทำไมจะต้องทนอยู่กับปัญหาที่เราไม่ได้เป็นคนก่อ   ปัญหาอยู่ที่ระบบเหรอ    
 
แล้วระบบคืออะไร  คือใคร   หน้าตาเป็นยังไง  เมื่อไหร่ระบบจะไม่มีปัญหาสักที    เมื่อไม่มีคำตอบที่ดี   เมื่อไม่มีทางออกอื่น   ทางออกอีกทางคือลาออก   ไม่ต้องรับภาระนี้อีกต่อไป  ไปทำงานที่อยากทำ  ไปทำงานที่อื่นที่จะไม่อยู่ในสภาวะเช่นนี้   เป็นคำตอบที่ตรงประเด็นที่สุด   จึงไม่น่าแปลกใจที่หมอจะลาออก  หรือใช้ทุนแล้วก็จากไป   หมอก็เป็นอีกคนหนึ่งที่คิดจะลาออก   เพราะเราเหนื่อยแทบตายจากงานบริหารและบริการ   เครียดจนเสียสุขภาพจิตที่ต้องทำงานทุกอย่างคนเดียว    อยู่เวรทุกวันเป็นเดือน   อดหลับอดนอนจนเสียสุขภาพกาย   ไม่รู้ทำไปมากมายขนาดนี้เพื่ออะไร    
 
ทุกวันนี้ทำงานเหนื่อยเพื่อคนอื่นที่ไม่ใช่คนรู้จัก  ไม่ใช่พี่น้อง  ไม่ใช่ญาติ    แต่คนเหล่านั้นยังคิดที่จะฟ้องเรา   ยังคิดกับเราในแง่ร้าย   ยังคิดที่จะต่อว่าเรา  ว่าหมอทำไมไม่ทำอย่างนั้น  ทำไมไม่ทำอย่างนี้     ซึ่งความจริงแล้ว
 
ไม่มีหมอคนไหนอยากให้คนไข้ได้รับความเสียหายจากการรักษา  ไม่อยากให้คนไข้ได้รับอันตรายใดๆ   แต่มันย่อมเกิดความผิดพลาดได้   ซึ่งผู้ป่วยปัจจุบันไม่ยอมรับและโทษว่าความผิดพลาดที่เกิดนั้นเกิดจากหมอทำ      ทำให้หมอรู้สึกว่าทำดีเสมอตัว  ถ้าทำพลาดมีโอกาสติดคุก  
 
 นโยบายในปัจจุบันให้แต่สิทธิ    คนไข้รู้แต่ว่าตนมีสิทธิอะไรบ้าง  สามารถฟ้องหมอได้   แต่ไม่เคยรู้หน้าที่ของตนเอง   ไม่เคยตระหนักอยากจะจำโรคของตัวเอง  ไม่ตระหนักจะจำชื่อยาที่แพ้   ไม่เคยตระหนักจะศึกษาความรู้เกี่ยวกับโรคของตนว่าจะดำเนินไปเช่นไร   รู้แต่ว่าตนเองมีสิทธิจะไปรพไหนก็ได้    
 
อยากจะได้ใบส่งตัวไปรพจังหวัดหรือรพศูนย์  มีสิทธิจะได้รับการตรวจที่ครบถ้วนทุกๆอย่าง   มีสิทธิจะนอนรพได้  ถ้าหมอไม่ให้ตามนั้น  ก็แปลว่าหมอทำผิด   ถ้าคิดว่าหมอผิดก็ฟ้องหมอได้เลย   ซึ่งหมอก็ลำบากใจ  เพราะต้องการใช้เงินที่ได้มาน้อยนิดอย่างคุ้มค่าแต่ก็ต้องตามใจคนไข้    ทำให้หมอเครียด   ถ้าให้ตามที่ขอทุกอย่างรพก็จะไม่มีเงิน
 
ถ้าไม่ให้ตามนั้นหมอก็ผิด  ส่งผลทำให้หมอ รพช เกิดความเบื่อหน่าย  ไม่มีความสุข   ต้องการออกจากวงจรนี้   ปัญหาทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในใจของหมอทุกวัน   หมอพยายามทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้  
 
เหนื่อยแต่ก็อดทน    แต่ถ้าเหนื่อยเกินไป  ก็คงจะทนต่อไปไม่ไหว
 
อาจจะจำใจลาออกในสักวันทั้งที่ไม่อยากทำ….          
 
 
ความในใจ…หมอน้อยที่ รพช. จังหวัด น.

ทำไมหมอต้องกลัวฟ้อง

August 21st, 2008 by admin

ก่อนอื่น ต้องขอออกตัวว่า นี่คือความเห็นส่วนตัว จะว่า “กลัวเสียจนไม่รู้จักกลัว” ก็ อาจเป็นได้ ด้วยว่า ในขณะนี้ วงการแพทย์ ฮือ ฮามาก เกี่ยวกับกระแสการฟ้องร้อง ที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึง พรบ.ออกใหม่ วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค ที่ว่ากันว่าไม่เหมาะ ในแง่ของสุขภาพ ทำให้เกิดกระแสเรียกร้อง ของวงการสาธารณสุข

โดยส่วนตัว ยังทำงานเป็นหมอ ไม่ได้เกิดเพื่อจะเป็นหมอ แต่ทำงานมามากกว่าครึ่งหนึ่งของชีวิต เหลือเวลาที่จะมีชีวิตไม่ถึง 10000 วันเท่านั้น เคยโดนฟ้องเรื่องเกี่ยวกับการรักษา 2 รอบ ร้องเรียนอีก 1 ไม่เคยคิดจะเปลี่ยน เพราะชีวิตเป็นเหมือนการทำข้อสอบ

เห็นไปบอกว่า แพทย์กลัวถูกฟ้องโน้นนี้ เห็นแล้ว ผมบอกได้เลยว่า แล้วใครมันจะเห็นหัวพวกเรา
 
สำหรับส่วนตัว ไม่หวั่นครับ มันก็เหมือนการสอบ เหมือนการดูแลญาติเรา
ถ้าโดนฟ้อง ก็เหมือนสอบตก การตัดสินใจหลังจากนั้นคือเลิกเป็นหมอ เมื่อพวกคุณไม่ต้องการแล้ว เราสอบตกแล้ว เรารักษาญาติของเราไม่ได้แล้ว เพราะเราพยายามเต็มที่แล้ว 
 

เมื่อก่อนตอนเรียน คุณว่าไหม ใครตัดสินอนาคตเรา  
ไม่ใช่เรานะครับ
เวลาสัมภาษณ์ เคยตกเพราะเจตคติไม่ดี หรือไม่เหมาะสมในสายตาของอาจารย์ผู้ใหญ่ไหม
ใครเป็นคนให้คะแนนเรา ไม่ใช่คนอื่นๆเหรอ
ตอนทำงาน ก็เหมือนกันแหละครับ คุณก็รู้ ใครตัดสินอนาคตเราส่วนหนึ่ง คือ สิ่งที่เราทำ ในสายตาของคนอื่น ไม่ใช่ในสายตาเรา
ดังนั้น พูดไปก้เหนื่อยเปล่า เหมือนเถียงอาจารย์ว่าปรับตกได้ยังไง
จบครับ แฟร์ ๆ เราไม่กลัวครับ เพราะถึงกลัวก้ไม่สามารถป้องกันได้ครับ สายไปแล้วครับ ที่จะให้ข่าวไปแบบนี้ มีแต่คนหมั่นไส้
คุณกลัวข้อสอบแต่ก็ต้องสอบบอร์ดอยู่ดีครับ Winkหรือจะเถียง แต่คราวนี้เดิมพันมันสูงกว่า

สิ่งที่จะช่วยได้ มีแต่สิ่งที่ต้องเรียนรู้ สิ่งที่อาจารย์พร่ำสอน สิ่งที่เป็น fact

- firstly do no harm อย่าเสี่ยง ถ้าคิดว่าทำไม่ได้ดีที่สุด

- พึงเอาใจเขามาใส่ใจเรา เป็นคำสอนเตือนใจทุกโรงเรียนแพทย์

- คำสอนของพระบิดา อยากรวยอย่ามาเป็นหมอ เป็นหมอน่ะอยู่ได้ แต่ไม่รวย แต่ต้องเสียสละอย่างมาก

ถ้าคิดว่าทำดีที่สุดแล้ว โดนฟ้อง ก็เป็นเรื่องที่ต้องเจออยู่แล้ว เป็นการสอบที่แลกด้วยชีวิตของความเป็นหมอคนหนึ่ง และคนไข้ที่เรารักษา

about


สวัสดีครับ พบกับผม site เล็กๆจากหมอบ้านนอกคนหนึ่งครับ เรื่องราวเนื้อหาอัพจากชีวิตจริง ผิดพลาดประการใดขอน้อมรับไว้คนเดียวครับ

search

navigation

archives

categories