home |game

ปรับอะไรปรับได้ ปรับนิสัยนี่ยากจริงๆ(แม้แต่หมอก็เหอะ)

December 17th, 2007 by admin

สิบปีก่อน เคยได้ไปต่อสู้กับพยาธิใบไม้ในตับ ปล่าว ไม่ได้เอาระเบิดไปปา หรือไฟเผา แต่ต้องต่อสู้กับความ “เคยชิน” ของชาวบ้าน กับการกิน “ของดิบ” ที่เป็นแหล่งพยาธิ

ใครที่ว่าแน่ อาจารย์หมอที่ว่าเก่ง เสร็จทุกราย ไม่มีทางแก้ง่ายๆ สิบปีมาแล้ว ก็ยังมีคนกินลาบ หรือก้อยดิบกันทั่วอีสาน แม้กระทั่ง นักศึกษามหาวิทยาลัย ก็ยังมีการกิน ไม่มีสูตรสำเร็จในการปรับพฤติกรรมการบริโภค ที่ติดมาตั้งแต่เด็ก ๆ ว่ากันว่า พอหมอกลับ ก็คว้าของดิบมากินเหมือนเดิม

ผมว่า ปัจจัยหนึ่ง คือการสร้างความตระหนัก ให้กับกลุ่มคน ไอความตระหนักนี่ ถ้าสร้างได้จะสร้างนิสัยของทุกๆคนในสังคมได้ทีเดียว

เราขาดความตระหนักในเรื่องความปลอดภัย ทำให้หลายๆคนมักง่ายในเรื่องรัดเข็มขัดนิรภัยเด็ก และนำลูกมานั่งหน้ารถ (จะเถียงไหม ?) โธ่ คนอื่นเขาก็ทำกันทั้งนั้น … นี่ไง เรื่องง่ายๆที่สุดที่ต้องสร้าง

ผมเคยโดน น้องที่อยู่อเมริกา กลับมา เขาก็ชอบบ่นผมประจำว่า  เอาเด็กนั่งหน้า ถ้าเป็นเมกา โดนจับแน่ๆ ชาวบ้านจะมองแบบสายตาเหยียดหยาม ทั้งที่อุบัติเหตุ ก็ไม่เคยเกิดกับผมและคนใกล้ชิดเลย แต่เพราะความตระหนัก จนเป็นนิสัย ทำให้ประเทศที่สร้างความตระหนัก ในสวัสดิภาพเด็ก ทำในสิ่งที่คนไทยอื่นๆ คิดว่า ประสาท …

อันความตระหนักนี้ จะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย ที่ว่ายากคือ มันอยู่ในวงกว้างกว่า สังคมเล็กๆ มากมาย มันคือแบบพิมพ์ ของสังคมวงกว้างมากๆ เรียกว่า ถ้าจะทำ คือต้องเปลี่ยนสังคมไทยไปเลย แต่จะว่าง่าย ก็ง่าย เพราะเด็กๆ ที่เคยสอนมา พอแสดงให้เขาทำ เขาดู เขาก็เกิด ความนี้ขึ้นมา เสียอย่างเดียว พอกลับบ้าน มาอีกที ลืมไปแล้ว หรือไม่ก็โดนทางบ้านดุว่า ประสาทหรือเปล่า ทำไปทำไม จอดรถติดไฟแดงตอนดึก ๆ ทั้งที่ไม่มีรถผ่าน เสียเวลา ใครสอนมาเหรอ … อ้าว เป็นซะอย่างงั้น

ผมเลยคิดว่า ต่อให้สิบอาจารย์ ก็แก้ปัญหานิสัยคนไทยลำบาก ถ้าไร้ความตระหนัก

มองต่างมุม :หมอ คนไข้ กินแหนงแคลงใจเพราะ “อคติ”

December 14th, 2007 by admin

17022007267.jpg

บังเอิญได้เข้าไปในชุมชนทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นชุมชนของแพทย์ ของนักประชาสัมพันธ์ ของเว็บมาสเตอร์ ของนักเรียน ฯลฯ ตามประสาคนชอบซอกแซก ได้รับรู้ถึงความรู้สึกอย่างหนึ่ง เลยอยากจะมาบอกเล่า ผ่านทางบลอกนี้ ให้ทราบว่า ต้นตอแห่งความวุ่นวาย คนไข้ฟ้องหมอ หมอฟ้องคนไข้ แท้ที่จริงแล้วคือ อคติ ครับ

หมอหลายคน ลงความเห็นว่า นี่คือผลกระทบจาก 30 บาท รักษาทุกโรค ทำให้การคาดหวังของคนไข้สูงขึ้น หลายคนบอกว่า ทำให้แพทย์ต้องทำงานมากขึ้น แต่งบโดนตัด ทำให้การตรวจรักษาได้ไม่ดีเท่าเดิม งานมาก ทำต่อเนื่องเกิน 8 ชม. และแพทย์คิดว่าคนไข้มีความคาดหวังสูง ต้องทำได้ เลยเกิดเครียด ทุนนิยม ทำให้ญาติคาดหวังมาก ฯลฯ หลายคนโทษไปถึงระดับกระทรวง ว่าไม่ปกป้อง โทษแพทยสภา ไม่ดูแลแพทย์ ฯลฯ

กลับกัน ถ้ามาพูดคุยกับคนไข้ หรือเราลองไปเป็นคนไข้เสียเอง หรือญาติเราได้มีโอกาสในการรักษา หรือเกิดผลข้างเคียง จะโทษว่า แพทย์เองมีความไม่ละเอียดรอบคอบ แต่องค์กรแพทย์กลับปกป้องกันเอง ไม่รับผิดชอบ ฯลฯ ให้คนไข้ไปฟ้องเอง ชอบมองว่าคนไข้ไม่รู้เท่าตนเอง เป็นต้น

เมื่อเกิดมีการทะเลาะเบาะแว้ง ก็จะเกิดการเสียดสี ทั้งที่จริงแล้ว ทั้งสองฝ่ายคือเหยื่อของอคติ

อคติของคนธรรมดา มุมมองของสังคมต่อแพทย์ อันนี้เกิดจากการได้สัมผัสกับคนมากมาย หลายระดับ จะพบว่า เกิดจาก “การกระทำที่มองให้เห็นได้และเป็นแบบอย่างของหมอบางคน”  ทำให้มีการรับรู้ (perception) ว่า “แพทย์ คือผู้ร่ำรวย หากินจากความเจ็บป่วย หรือความไม่รู้” นี่คือความจริงอันน่าตระหนก ถึงเรื่องราวที่ได้สอบถามจริง จากหลายๆคน แม้กระทั่งความรู้สึกของตนเอง ก็เป็นเช่นนั้น

จากการสำรวจแบบสอบถาม จากนักเรียนมัธยม พบสัดส่วนของเด็กที่ต้องการเข้าเรียนคณะแพทยศาสตร์ พบว่า มีสัดส่วนของการตอบว่า “อาชีพแพทย์ รวย และมั่นคง” มากขึ้น มากกว่า “มีเกียรติ” หรือ “ได้ช่วยเหลือคน” สิ่งที่เขารับรู้ ได้จากจำนวนคลินิครอบๆตัวที่มากขึ้น เปิดหลายสาขาเป็นดอกเห็ด หมอหลายคนขี่รถหรู ทำงานสบาย เงินที่จ่ายค่ารักษาแต่ละครั้ง มากโข คนใกล้ชิดต่างมาพูดว่า เป็นหมอสิ รวยดี อย่างนี้เป็นต้น

นี่คือ first impression บอกว่าแพทย์สบาย และร่ำรวย โดยแพทย์บางคน ที่เป็นแพทย์พาณิชย์เต็มตัว ขยายคลินิคทั่วประเทศเป็นสิบ หรือร้อยๆสาขา ขยาย รพ. มากมาย ก่อให้เกิด perception ต่อสังคมและประชาชนแบบนั้น ไม่ต้องมาปฏิเสธเลย เพราะเห็นได้จากภาพยนต์ หรือละครที่เด็กๆรุ่นใหม่ สร้างให้หมอ เป็นอย่างไร ไม่เคยเห็นเรื่องไหน สร้างให้ตัวละครหมอ จนๆ อยู่ชนบท รักชาวบ้าน แม้ต้องเดินทางออกไปไกลมากๆ ถ้าเคยเห็นเรื่องไหนใน 10 ปีมานี้ช่วยบอกให้ทราบด้วย

นี่คืออคติแรก ที่สร้างมาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ จนกระทั่งรุ่นลูก ไม่ต้องไปโทษระบบ กระทรวง เพราะหมอที่ลำบากรักษาในชนบทเป็นร้อยๆปี เขาก็อยู่ท่ามกลางชาวบ้านแบบนี้มานาน คนไข้ก็เยอะแบบนี้มานานแล้ว มีความเสี่ยงมานาน และเคยมีพลาดแบบนี้ ก็มีมาอยู่เรื่อยๆ

แต่ที่มันปูดออกมาแบบนี้ เพราะพวกหมอเราเองบางคนนี่แหละ ไปสร้าง perception แบบนี้ ให้มันมากขึ้นๆ และที่สำคัญ ไม่มีระบบจัดการให้ดีพอ ทำให้เสื้อกาวน์ที่ขาวสะอาด หม่นหมองลงไป กลายเป็นเหยื่อที่สังคมจ้องตีถ้าเกิดผิดพลาดขึ้น เพราะ “หมอ เอาของเราไปมากแล้ว……”

ที่สำคัญ กลายเป็นความลำบาก ของหมอบ้านนอกตัวจริง ที่ต้องมาเดือดร้อน เพราะอคติ และต้องมารับกรรมแทน ท้งที่ต้องเป็นด่านหน้า ของสาธารณสุขมูลฐาน และที่สำคัญ พูดออกไปอย่างไรว่าเราทำงานหนัก ทำงานลำบาก เงินเดือนน้อย หมอน้อย  ก็ไม่มีคนเชื่อ กลับหาว่าแก้ตัวเสียอีก (จะไปเชื่อได้ไง ห่างรพ. ไม่เท่าไร มาเดินห้างในเมือง เห็นคลินิคเปิดโครม ๆ หมอรวยๆทั้งนั้น …. เศร้าไหม)

ดังนั้น ต้นตอของความวุ่นวาย เพราะไปเพาะบ่ม perception ไม่ดีโดยพวกเราเอง โดยไม่ควบคุม ต่อมาก็กลายเป็นอคติ

คนไข้บางคน มีอคติ หมอก็อคติกับคนไข้และแพทยสภา รวมทั้งกระทรวงบ้าง ว่าให้แพทย์ทำงานหนักไป รวมถึงเครือข่ายฯ

กระทรวงก็อคติกับเครือข่ายฯ หาว่าจ้องจะฟ้อง

เครือข่าย ก็มีอคติ หาว่าแพทย์สภาไม่ยอมรักษาสิทธิ์ของคนไข้ ห่วงช่วยหมอ

แพยสภาก็อคติต่อเครือข่ายฯ หาว่าคุยกันไม่รู้เรื่อง

รวมความวุ่นวาย เกิดจากสาเหตุเดียวคืออคติ แล้วเราจะมีทางมานั่งจับเข่าคุยกันได้ไหม ในชาตินี้ อยากรู้นัก

about


สวัสดีครับ พบกับผม site เล็กๆจากหมอบ้านนอกคนหนึ่งครับ เรื่องราวเนื้อหาอัพจากชีวิตจริง ผิดพลาดประการใดขอน้อมรับไว้คนเดียวครับ

search

navigation

archives

categories